back to top

ย้ำสาเหตุหลัก HIV มาจากเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย

สถิติกรมควบคุมโรคพบมีผู้ป่วย HIV กว่า 5.6 แสนคน ติดเชื้อรายใหม่ 9,230 ราย/ปี เสียชีวิต 10,972 คน/ปี สาเหตุหลัก 68% จากเพศสัมพันธ์ชายกับชาย แนะ 4 แนวทางป้องกัน ส่วนข่าวจากประเทศจีนกรณีผู้ป่วยติด HIV ย้ำมาจากใช้บริการคลินิกทันตกรรมไม่ได้มาตรฐาน

รายงานสถานการณ์ HIV ประเทศไทยจากกรมควบคุมโรคพบว่าในปี 2565 มีผู้อยู่ร่วมกับ HIV จำนวน 561,578 คน เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี 1,687 คน อายุ 15 ปีขึ้นไป 559,891 คน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,230 คนต่อปี มีผู้เสียชีวิต 10,972 คนต่อปี ช่องทางการรับและถ่ายทอดเชื้อในผู้ใหญ่มาจากเพศสัมพันธ์ชายกับชาย 68% ติดจากคู่อยู่กิน 19% ติดจากคู่นอนชั่วคราวและนอกสมรส 8% ติดเชื้อจากการฉีดสารเสพติดที่ไม่ปลอดภัย 4% เพศสัมพันธ์จากการซื้อบริการ 1%

กรณีที่มีรายงานข่าวนักศึกษาหญิงปริญญาเอกติดเชื้อ HIV กรมควบคุมโรคระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเป็นข่าวจากประเทศจีน โดยทางศูนย์การควบคุมและป้องกันโรคของจีนสันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อหลังจากไปใช้บริการคลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่งที่ไม่ได้มาตรฐาน

นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าเอดส์เกิดจากการติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคน เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยสามารถติดต่อผ่าน 3 ทาง คือ 

1. ทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน 

2. ทางเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน การใช้อุปกรณ์ของมีคมที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน โดยไม่ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้สะอาดเพียงพอ รวมถึงการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อผ่านแผลเปิดของตนเอง 

3. จากมารดาสู่ทารก ในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และการให้นมบุตรในมารดาที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส หรือรับประทานยาแต่ไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

สำหรับในกรณีการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถทำให้เกิดการติด HIV รวมถึงกลุ่มโรคติดต่อทางเลือดอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบได้ ซึ่งประเทศไทย ได้มีการควบคุมดูแลมาตรฐานสถานพยาบาลให้ใช้เครื่องมือปลอดเชื้อ ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 กำหนดครบถ้วนทั้ง 5 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย 1.สถานที่สะอาด ปลอดภัย มีห้องให้บริการเป็นสัดส่วนมิดชิด 2. มีทันตแพทย์ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพทันตกรรมจากทันตแพทย์สภาเป็นผู้ดำเนินการ 3. การบริการเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพมาตรฐาน 4. มียาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะการควบคุมมาตรฐานความสะอาดของเครื่องมือแพทย์ที่สามารถนำมาใช้ซ้ำจะต้องมีการทำให้ปราศจากเชื้อโรค (Sterilization) และ 5. มีชุดช่วยชีวิตฉุกเฉินเบื้องต้น เพื่อป้องกันอันตราย

นพ.ภาณุมาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า HIV สามารถป้องกันได้ 4 แนวทาง ดังนี้ 

1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ปลอดภัย 

2. ตรวจคัดกรองโรคสม่ำเสมอเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง หากติดเชื้อให้เข้าสู่ระบบการรักษาทันทีเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ 

3. กินยาป้องกันก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ ได้แก่ ยาเพร็พ (Pre-Exposure Prophylaxis: PrEP) ซึ่งเป็นยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อหรือก่อน มีความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการติดเชื้อ HIV แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ จึงยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และ ยาเป็ป (Post-Exposure Prophylaxis: PEP) ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉินหลังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เข็มตำ ถุงยางอนามัยฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น โดยต้องรับประทานให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีความเสี่ยง ยิ่งรับประทานยาเร็วประสิทธิภาพ ในการป้องกันจะยิ่งดี

4. ไม่ใช้เข็มและกระบอกฉีดยา รวมถึงของที่ปนเปื้อนเลือดกับผู้อื่น 

นอกจากนี้ยังแนะนำหญิงตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ HIV หากพบการติดเชื้อให้เริ่มยาต้าน HIV โดยเร็วที่สุด และรับประทานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสส่งต่อเชื้อไปยังทารก หากท่านมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422