back to top

เตือนโรคหัดระบาดในสหรัฐ ย้ำวัคซีนป้องกันได้ ไทยเข้มคัดกรองผู้เดินทาง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคหัดกำลังกลับมาระบาดหนักในสหรัฐ มียอดผู้ป่วยสะสมกว่า 2,000 ราย สาเหตุจากการฉีดวัคซีนน้อยลง กรมควบคุมโรคได้กำชับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางทุกคนที่มาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคหัด เน้นย้ำโรคหัดป้องกันได้ด้วยวัคซีน

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าสหรัฐกำลังกังวลการระบาดของ “โรคหัด” ในวงกว้าง หลังพบผู้ติดเชื้อที่สนามบินหลัก 2 แห่งในช่วงปีใหม่ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย และอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน 2 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคหัดกำลังกลับมาระบาดหนักในสหรัฐ มียอดผู้ป่วยสะสมกว่า 2,000 ราย เนื่องจากการฉีดวัคซีนที่น้อยลง ทั้งนี้ยืนยันว่าโรคหัดป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่เราส่วนใหญ่เคยฉีดกันแล้ว ขอให้มั่นใจ รักษาสุขอนามัย และหากมีไข้สูงพร้อมผื่นหลังเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ให้รีบปรึกษาแพทย์

สำหรับสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยยืนยันน้อยกว่าในปี 2567 ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา พบว่า จากการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้ออกผื่น/สงสัยโรคหัด หัดเยอรมัน โดยใช้ข้อมูลจากโปรแกรมโรคกำจัด กวาดล้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัด หัดเยอรมัน 2,126 ราย จำนวนนี้เป็นผู้ป่วยยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 486 ราย และมีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยาโรคหัด 79 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.86 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ในปี 2568 แนวโน้มผู้ป่วยหัดลดลง โดยพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ 63% เกิดขึ้นในหลายจังหวัดนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่การระบาดหลักในปี 2567 และมีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดที่ยังไม่เคยพบผู้ป่วยในปี 2567 มาก่อน ได้แก่ กระบี่ ชัยภูมิ เชียงราย ตราด ตาก บึงกาฬ พระนครศรีอยุธยา พังงา เพชรบุรี มหาสารคาม ยโสธร ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ หนองบัวลำภู และอ่างทอง

โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10 – 14 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ ซึ่งในช่วง 3 – 4 วันแรก อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่รุนแรงกว่า ก่อนที่ผื่นจะขึ้นตามตัวประมาณ 1 – 2 วัน อาจพบจุดสีขาวเล็กๆ ขอบแดง (คล้ายเม็ดเกลือ) บริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน ตรงข้ามกับฟันกราม หลังจากมีไข้ประมาณ 3 – 4 วัน ผื่นจะเริ่มปรากฏเริ่มขึ้นที่หลังหูและไรผม จากนั้นจะลามมาที่ใบหน้า ลำคอ และกระจายลงสู่ลำตัว แขน และขา โรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ปวดหู มีน้ำหนองไหลจากหู ชัก หรือซึมลงมาก หรือท้องเสียรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที

นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า หัดเป็นโรคประจำถิ่นที่ยังพบต่อเนื่องในประเทศไทย ขณะนี้ไทยยังไม่มีการประกาศห้ามการเดินทาง คำแนะนำการป้องกันโรคหัดสำหรับประชาชน ดังนี้ 

1) การสร้างภูมิคุ้มกัน โดยรณรงค์ให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานรับวัคซีนให้ครบถ้วน ส่วนผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี วัคซีนป้องกันโรคหัดเป็นโรคที่มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งอยู่ในแผนการฉีดวัคซีนพื้นฐานของไทยอยู่แล้ว หากฉีดครบก็ไม่ต้องกังวล

2) รักษาสุขอนามัย สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงได้ทั้งโรคหัดและโรคทางเดินหายใจอื่นๆ 

3) หากเพิ่งกลับจากต่างประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคหัดให้สังเกตอาการตนเอง หากมีอาการไข้สูง ไอ ตาแดง มีผื่นขึ้นตามตัวควรรีบพบแพทย์ร่วมกับแจ้งประวัติการเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง

4) ผู้ป่วยหัดควรแยกตัวออกจากผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้ออย่างน้อย 4 วันหลังจากผื่นขึ้น และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422