พอค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง หลายคนมักกังวลว่ามันจะทำร้ายปอดหรือทำให้ไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ แต่ความจริง ฝุ่น PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กสามารถเล็ดลอดเข้าไปในสมองได้ หากสูดฝุ่นทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคร้าย เช่น อัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อย
นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต อธิบายว่า ฝุ่น PM2.5 เล็กกว่าเส้นผมถึง 20–30 เท่า จึงสามารถเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปสมองได้ผ่านสองทางหลัก ทางแรกคือผ่านปอด ฝุ่นจะลงสู่ถุงลม ซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วลำเลียงไปยังสมอง อีกทางคือผ่านจมูก ฝุ่นเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) เข้าสมองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเลือด เมื่อฝุ่นถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและความเครียดในระดับเซลล์ ทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อยๆ เสื่อมลง

ผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดสมองล้า คิดช้า สมาธิลดลง หรือปวดหัวไมเกรนกำเริบ หากสะสมเรื้อรัง สมองจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ เกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วกว่าที่ควร โดยในเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้นหรือกลุ่มออทิสติก
เนื่องจากฝุ่น PM2.5 มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอป เช่น ค่า AQI จึงสำคัญมาก หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดงถือว่าอันตราย WHO แนะนำว่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่หลายพื้นที่ในไทยมักเกิน 50 ซึ่งส่งผลต่อสมองชัดเจน การป้องกันตัวเองจึงดีที่สุด เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ฝุ่นสูง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องออกข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่นได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป ภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA และตรวจเช็กหรือเปลี่ยนไส้กรองสม่ำเสมอ การกินอาหารครบห้าหมู่ เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสมอง พร้อมกับลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูสมอง
แม้เราจะหลีกเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถลดผลกระทบได้ด้วยการใส่ใจตัวเอง เลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก และหากเริ่มมีอาการสมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพให้อยู่กับเราไปนานๆ

