เด็กคนหนึ่งจะเติบโตอย่างมีพลัง เป็นมนุษย์ที่พร้อมเดินทุกเส้นทางแม้ขวากหนาม มีปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญจากผู้ปกครองตลอดการเลี้ยงดูทั้งกายและใจ จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก (Psychological aspect of child rearing) ได้ระบุถึงสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็น 2 ส่วน คือ
- สิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย (physical needs) เช่น อาหาร อากาศสำหรับหายใจ อุณหภูมิที่เหมาะสม เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย เป็นต้น
- สิ่งจำเป็นสำหรับจิตใจ (psychological needs) ที่จะทำให้มนุษย์นั้นอยู่อย่างปกติสุข สามารถเป็นคนที่มีคุณภาพ คือ สามารถประกอบการงานให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม
หากเด็กได้รับแต่สิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายอย่างครบบริบูรณ์ แต่ขาดสิ่งจำเป็นสำหรับจิตใจ ก็อาจได้เด็กที่มีรูปร่างแข็งแรง สูงใหญ่ตามเกณฑ์มาตรฐานทุกประการ แต่อาจมีท่าทางไม่เป็นสุข หงอยเหงา ไม่ร่าเริงแจ่มใส เซื่องซึม หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบทำลาย หรือไม่สามารถรับผิดชอบได้ตามวัย เช่น ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ดูแลไม่เข้าใจถึงความต้องการด้านจิตใจของเด็กมากพอ
ความต้องการด้านจิตใจของเด็กนั้นมีความแตกต่างกันไปบ้างตามวัยของเด็ก แต่ความต้องการพื้นฐานประกอบด้วย
1. ความรักความอบอุ่น
เด็กรู้สึกอยากให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูรักตน รู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้องการ มีค่าสำหรับพ่อแม่ และเป็นที่ยอมรับ เด็กไม่ควรรู้สึกว่าพ่อแม่รังเกียจ ไม่ชอบ ลำเอียง ปฏิเสธ หรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นส่วนเกิน หรือจำใจต้องเลี้ยงดูตน และไม่ควรรู้สึกมีปมด้อย หรือน้อยเนื้อต่ำใจต่างๆ นานา ทั้งนี้เด็กต้องการความรักอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ไม่ใช่รักมากอย่างไม่มีขอบเขต เช่น ตามใจทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผล จนทำให้กลายเป็นคนตามใจตัวเองตลอดเวลา ไม่สามารถอดทนต่อภาวะที่คนปกติธรรมดาควรจะอดทนได้ จนกลายเป็นข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ
2. การกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม
ขึ้นกับวัยของเด็ก เช่น วัยทารกแรกเกิดต้องการการอุ้ม การสัมผัส การยิ้ม การพูดคุยด้วยเพื่อให้ได้ยินเสียง เมื่อโตขึ้นก็ต้องการการกระตุ้นเพิ่มขึ้น เช่น การเล่น การพูดคุย ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยก็จะช่วยกระตุ้นได้ดี สำหรับเด็กในขวบปีแรก เพื่อกระตุ้นการได้ยินและการใช้สายตา ควรใช้ของเล่นที่เคลื่อนไหว มีสีสด และมีเสียง เมื่อเด็กโตขึ้นอีกหน่อย เด็กจะต้องการการกระตุ้นเพื่อการเคลื่อนไหว ควรใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น การใช้นิ้วมือ มือ เท้า และอื่นๆ การกระตุ้นมีผลทางจิตใจ ทำให้เด็กรู้สึกได้รับความรัก ความสนใจ และที่สำคัญคือช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อม ความรู้สึกสนุก อยากทดลอง อยากลองทำ ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจและกล้าแสดงออกตามไปด้วย
3. ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเด็กได้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะพ่อแม่ หากพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ครอบครัวสงบสุข เด็กจะไม่รู้สึกกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง บ่อยครั้งพบว่าเด็กมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง โดยไม่มีโรคทางกายเป็นเหตุ แต่กลับสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่เด็กเกิดความรู้สึกเครียด หรือรู้สึกกลัวจากการเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันหรือทำร้ายร่างกายกัน หรือกำลังจะหย่าร้างกัน
นอกจากนี้ เด็กยังต้องการความรู้สึกว่าผู้ใหญ่สามารถปกป้องตนได้ ไม่ปล่อยให้เกิดอันตราย เด็กควรได้รับการปกป้องจากอันตรายทางกาย เช่น อุบัติเหตุต่างๆ และควรได้รับการปกป้องไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง (psychic trauma) เช่น ภาพอุบัติเหตุที่น่าสยดสยอง ภาพภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ภาพเกี่ยวกับทางเพศที่ไม่เหมาะสมกับวัย และควรเตรียมตัวเตรียมใจเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับเหตุการณ์สำคัญ เช่น การมีน้องใหม่ หรือการผ่าตัด เป็นต้น
4. คำแนะนำหรือคำชี้แนะจากผู้ใหญ่
เพื่อให้เด็กรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เช่น บทบาทที่เหมาะสมตามเพศ การปฏิบัติตัวในสังคม ค่านิยม ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องที่เหมาะสม เช่น กิจกรรมที่เด็กต้องการทำ อาจช่วยด้านการเงินหรือช่วยหาอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนความคิด
5. ความสม่ำเสมอและการมีขอบเขต
ทั้งสองอย่างมีความสำคัญในการทำให้เด็กเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรทำได้หรือไม่ได้ ไม่สับสนทั้งความคิดและการปฏิบัติ กฎเกณฑ์ควรมีเหตุผลและปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เช่น ไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าในบ้านเพราะทำให้บ้านสกปรก ก็ควรยึดหลักนี้ตลอดไป
อย่างไรก็ตาม มีบางพฤติกรรมที่ผู้ดูแลอาจไม่แน่ใจว่าควรห้ามหรือไม่ เช่น เตะบอลในบ้าน ฉีกกระดาษจากหนังสือ หรือขีดเขียนที่ฝาผนังบ้าน ให้ยึดหลัก 3 อย่างที่เด็กทำไม่ได้แน่นอน คือ
- การทำร้ายตัวเอง (รวมทั้งการเล่นที่เป็นอันตราย เช่น ของมีคม)
- การทำร้ายผู้อื่น
- การทำลายสิ่งของ
6. การให้โอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์
วัยเด็กเป็นวัยที่มีพลังงานมาก เด็กควรได้รับโอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ เช่น การเล่น การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่เหมาะสม หากผู้ใหญ่ไม่เห็นความสำคัญ อาจต้องการให้เด็กอยู่อย่างสงบเรียบร้อยตลอดเวลา ส่งผลให้เด็กเก็บกด ไม่กล้าแสดงออก เซื่องซึม หรือเฉื่อยชา ไม่ร่าเริงแจ่มใส และขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ในการอบรมเด็ก โดยเฉพาะวิธีการตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ทำได้ดังนี้
1. การใช้เหตุผล (Reasoning) อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากเป็นเด็กยิ่งเล็กการให้เหตุผลต้องแบบง่าย สั้น ไม่พูดยืดยาว เช่น มีดเล่นไม่ได้ เพราะจะบาดมือหนู หนูไม่ปีนขึ้นที่สูงเดี๋ยวจะตกลงมาเจ็บ เป็นต้น
2. การใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง (Firmness) เวลาที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กทำอะไรแล้วเด็กอิดเอื้อน ไม่ยอมทำ วิธีหนึ่งที่ได้ผล คือต้องพูดให้หนักแน่นและจริงจังว่าให้ทำเดี๋ยวนี้ อาจต้องใช้ท่าทีประกอบด้วย เช่น ลุกขึ้นจูงมือเด็กให้ไปทำสิ่งที่ต้องทำ เช่น ไม่ยอมทำการบ้านแม้จะพูดเตือนแล้วหลายครั้ง พ่อแม่ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาต้องทำการบ้านแล้ว โดยบอกด้วยเสียงที่หนักแน่นว่าเอาสมุดการบ้านออกมาแล้วนั่งลงทำเดี๋ยวนี้ ถ้าเด็กไม่ยอมลุกก็ต้องจูงมือไปเอาสมุด ดินสอมานั่งลงให้ทำและเฝ้าให้ทำถ้าจำเป็น
3. การใช้สิ่งทดแทน (Alternative response) เวลาห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรสอนเด็กไปด้วยว่าสิ่งไหนที่ทำแทนได้ เช่น เด็กเล่นของแหลมอยู่จะเอาจากมือเด็ก ก็ให้เอาของอื่นที่น่าสนใจกว่ามาให้เด็กแทน ไม่ควรหยิบของแหลมจากมือเด็กเฉยๆ ซึ่งเด็กจะร้องอาละวาด หรือเห็นเด็กขีดเขียนฝาผนังบ้าน ก็ควรหากระดาษมาให้เด็กได้เขียนแทน เป็นต้น
4. ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก (Freedom to discuss ideas and feelings) ควรให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถพูดออกมาได้อย่างอิสระ หรือมีความรู้สึกอย่างไรก็สามารถพูดคุยชี้แจงได้ เช่น เด็กอาจต้องการตัดสินใจเองในการเลือกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช่แม่เลือกให้ แล้วเด็กต้องใช้ทั้งที่ไม่ชอบไม่ถูกใจ
5. การให้รางวัล (Positive reinforcement) เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว เพื่อให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอีกไม่หายไป ผู้ใหญ่ควรให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมนั้น อาจเป็นการกล่าวชมด้วยวาจา แสดงกิริยาชื่นชมพอใจในพฤติกรรมนั้น เช่น โอบกอด ลูบหัว ปัญหาคือผู้ใหญ่มักจะละเลยไม่กล่าวคำชมเชยเด็ก เพราะเห็นเป็นพฤติกรรมธรรมดาๆ เช่น เด็กยอมแปรงฟันเอง แต่งตัวเอง แต่จะดุว่าหรือติเตียนเด็กเมื่อเด็กไม่ยอมช่วยตัวเอง การให้รางวัลเด็กอาจให้ได้อีกแบบคือ ให้เมื่อเด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Omission training) เช่น กล่าวชมเชย หรือให้รางวัลเมื่อลูกสองคนเล่นกันด้วยดีไม่ทะเลาะไม่ตีกันในช่วงตลอดสองวันที่ผ่านมา เป็นต้น
6. การเลิกให้ความสนใจ (Ignoring) เป็นธรรมชาติของเด็กทุกคนที่ต้องการได้รับความสนใจจากผู้อื่น เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ อาจใช้วิธีเลิกให้ความสนใจขณะที่เด็กกำลังกระทำพฤติกรรมนั้น และให้ความสนใจหรือให้รางวัลกับเด็กที่มีพฤติกรรมที่เราต้องการแทน เช่น ลูกคนหนึ่งกินอาหารดีอีกคนไม่ค่อยยอมกินเล่นไปเรื่อยๆ แม่ก็อาจชมคนที่กินอาหารดี แต่เฉยๆ ไม่แสดงความสนใจกับลูกคนที่ไม่ยอมกิน โดยไม่จำเป็นต้องดุว่า
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ให้กับเด็ก (Positive model) ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมาเรียนรู้ภายหลัง ไม่ใช่ถ่ายทอดตามพันธุกรรมอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ เด็กจะเอาอย่างผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด โดยดูจากการกระทำของผู้ใหญ่มากกว่าการสั่งสอนด้วยวาจา เช่นพูดสอนว่าการพูดปดเป็นสิ่งไม่ดีห้ามทำ แต่กลับใช้ลูกโกหก เท่ากับสอนลูกว่าที่จริงพูดโกหกได้
8. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปจะพยายามไม่ใช้การลงโทษ นอกจากวิธีอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ผลสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องไม่ใช้ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด ไม่ชอบเด็ก เพราะจะทำให้เด็กยิ่งต่อต้าน แต่ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าต้องการเพียงหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเท่านั้นและพร้อมที่จะหยุดการลงโทษเมื่อเด็กคิดว่าสามารถควบคุมตัวเองให้ไม่ประพฤติ ไม่เหมาะสมอีก
ทั้งนี้การลงโทษมีตั้งแต่เบาๆ จนไปถึงระดับที่รุนแรงขึ้น
– การดุว่าด้วยวาจาในเด็กบางคนก็ได้ผลดี สามารถหยุดการกระทำอันไม่สมควรของเด็ก ควรใช้เมื่อการบอกห้าม และการใช้เหตุผลไม่ได้ผลแล้ว
– แยกเด็กออกไปอยู่ตามลำพัง เช่น เด็กนักเรียนคนหนึ่งคุยมากขณะเรียน รบกวนคนอื่นบ่อยๆ ก็อาจแยกเด็กไปนั่งคนเดียว หันหน้าเข้ามุมห้อง ทำให้เด็กไม่สนุก เบื่อที่เด็กทั่วไปจะไม่ชอบอย่างมาก
– การปรับ ให้เด็กรับผิดชอบกับของเสียหายที่เด็กทำไป เช่น หักเงินค่าขนมเด็กทีละเล็กละน้อย เป็นต้น
– การตีอาจทำให้เด็กหยุดประพฤติที่ไม่พึงประสงค์ได้บางครั้ง แต่การใช้กำลังกับเด็กมีข้อเสียที่ต้องระวัง คือ ถ้าใช้บ่อยๆ จะทำลายความสัมพันธ์ ระหว่าง เด็กและผู้ใหญ่ และเด็กจะใช้วิธีรุนแรงและใช้กำลัง เพราะเอาอย่างผู้ใหญ่และรู้สึกคับข้องใจที่ผู้ใหญ่ใช้วิธีรุนแรงกับตน เช่น อาจไปชกต่อยเพื่อนที่โรงเรียนบ่อยๆ จนเป็นปัญหาเกิดขึ้น
ข้อมูล : ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
