คนที่เป็นโรคเรื้อนมักเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป เพราะเชื่อว่าเกิดจากการไม่รักษาความสะอาด ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มารับการรักษา ส่วนหนึ่งเพราะเกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่าเป็นโรคเรื้อนและจะเป็นที่รังเกียจ และบางส่วนไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรค เนื่องจากผื่นในระยะแรกมักมองเห็นได้ไม่ชัดเจน และไม่มีอาการเจ็บหรือคัน หากเกิดผื่นในตำแหน่งที่ผู้ป่วยมองไม่เห็น เช่น ที่หลังหรือที่ก้น
ดังนั้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ “กำจัดโรคเรื้อน”อย่างต่อเนื่อง โดยทุกวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี เป็นวันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธาน “การกำจัดโรคเรื้อน” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย เพื่อผลิตบุคลากรและค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคเรื้อน
กระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้มีสัปดาห์รณรงค์ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 12–18 มกราคม 2569 และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเรื้อน ให้ประชาชนสามารถสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด ให้เข้ามารับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความพิการที่อาจเกิดขึ้นได้
การรณรงค์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้โรคเรื้อนซึ่งเคยเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ปัจจุบันสามารถกำจัดได้ ไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยรายใหม่คนไทยจำนวน 80 ราย และในประชากรข้ามชาติจำนวน 32 ราย การกระจายของผู้ป่วยใหม่คนไทยส่วนมากอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ
ถึงแม้แนวโน้มผู้ป่วยรายใหม่จะลดลง แต่สัดส่วนความพิการของผู้ป่วยไม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาที่ล่าช้า
สำหรับกิจกรรมรณรงค์วันราชประชาสมาสัยในปี 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ที่ถูกต้อง และเร่งรัดการค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในชุมชน โดยในปี 2569 นี้ จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ 19 จังหวัด รวม 46 อำเภอเป้าหมาย ที่มีข้อบ่งชี้ทางระบาดวิทยาโรคเรื้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังตรวจพบผู้ป่วย
นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนสังเกตเห็นผิวหนังเป็นวงด่างสีขาว สีซีดจาง หรือแดงกว่าผิวหนังปกติ มีอาการชาที่รอยโรค หรือเป็นผื่นแดง ตุ่มแดง ไม่คัน ใช้ยากิน ยาทา นานเกิน 3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันโรคเรื้อนจะไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกันโรค แต่มียารักษาโรคที่ได้ผลดี “เริ่มรักษาได้เร็วเท่าไร ความเสี่ยงเรื่องความพิการก็ยิ่งลดลง” จึงขอเชิญชวนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ ให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องโดยเร็ว เพื่อให้หายเป็นปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ตระกูลเดียวกับวัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้อย่างวัณโรค โดยจะมีอาการลุกลามอย่างช้าๆ จนทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป หากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก โรคเรื้อนก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อให้เกิดความพิการดังกล่าว
โรคเรื้อนสามารถติดต่อกันได้ทางเดินหายใจ โดยเชื้อนี้อาศัยอยู่ในเส้นประสาทและผิวหนัง เมื่อร่างกายพยายามกำจัดเชื้อ เส้นประสาทจึงถูกทำลายและทำให้เกิดอาการทางผิวหนังตามไปด้วย หากไม่รีบรักษา จะทำให้เกิดความพิการของมือ เท้า และตา
แต่ที่จริงแล้ว เชื้อโรคเรื้อนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคในคนได้ง่ายนัก เนื่องจากเชื้อมีความรุนแรงไม่มาก หากผู้ที่ได้รับเชื้อมีสุขภาพแข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันโรคดีและไม่เกิดอาการของโรค ผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคเรื้อนมักต้องอยู่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นระยะเวลานาน
ดังนั้น ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยโรคเรื้อน ควรสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกาย หากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักจะเป็นวงด่างขาวจางๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่นจะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์
อาการของโรคเรื้อน ได้แก่ ผื่นผิวหนังเป็นวงด่างสีจาง หรือแดงกว่าผิวหนังปกติ บริเวณรอยโรคแห้ง เหงื่อไม่ออก อาจพบว่าขนร่วง ที่สำคัญคือรอยโรคมีอาการชา หยิกไม่เจ็บ ไม่คัน หรือเป็นผื่นนูนแดง เป็นเรื้อรังนานมากกว่า 3 เดือน ซึ่งใช้ยากินหรือยาทาทั่วไปแล้วอาการไม่ทุเลา เนื่องจากอาการเริ่มแรกของโรคไม่มีอาการคันหรือเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ คิดว่าไม่ใช่โรคร้ายแรง จึงไม่รีบเข้ารับการรักษา ทำให้โรคลุกลามมากขึ้น และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้เกิดความพิการได้ในที่สุด
ทั้งนี้ โรคเรื้อนเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ส่วนความพิการที่เกิดขึ้นแล้ว หรือความเสี่ยงต่อความพิการในอนาคตนั้น หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มเป็น และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด สามารถหยุดยั้งความพิการไม่ให้เกิดขึ้น หรือไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้
- มารักษาตามที่แพทย์นัด และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระยะเริ่มแรก ใช้เวลารักษาต่อเนื่อง 6 เดือน ในกรณีที่เป็นมาก หรืออาการระยะติดต่อ จะใช้เวลารักษาต่อเนื่อง 2 ปี
- รักษาความสะอาดของร่างกาย สำหรับความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของคนทั่วไป คือเชื่อว่าผู้ป่วยโรคเรื้อนมีสาเหตุมาจากการไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
- ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล และปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ
ข้อมูล: กรมควบคุมโรค, ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา

