หากเรายังจำกันได้ “โรคฝีดาษวานร (Mpox)” ได้ถูกพูดถึงเมื่อ 3–4 ปีก่อน โดยประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคตั้งแต่ปี 2565 ตอนนั้นเราต่างมองว่ายังห่างไกลที่จะเกิดการระบาด แต่อาจไม่ใช่ ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ไทยมีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97% ขณะที่บางจังหวัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พบผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
จากการเฝ้าระวังพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย ปัจจุบันโรคฝีดาษวานรอยู่ในลิสต์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตาม และดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569)
ทั้งนี้ ขอแนะนำประชาชนดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น
ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านสุขภาพจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
สำหรับแนวทางการรักษา ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรจะได้รับการรักษาตามความรุนแรงของอาการ และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแลรักษา มี 2 แนวทาง ได้แก่
- กรณีผู้ป่วยที่มีอาการน้อย หรือมีอาการไม่รุนแรง จะได้รับการรักษาตามอาการโดยแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) แต่หากไม่สามารถแยกกักตัวที่บ้านได้ ก็จะได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล
- กรณีผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรครุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เทคโควิริแมท (Tecovirimat) เพื่อลดความเสี่ยงอาการแทรกซ้อน โดยในระหว่างการรักษาควรแยกตัวจากผู้อื่นนานประมาณ 21 วัน หรือจนกว่าผื่นและตุ่มจะตกสะเก็ดและหลุดลอกออกหมด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า โรคฝีดาษวานรสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิดกับผู้ป่วย หรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อฝีดาษวานร รวมทั้งหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่รู้จัก และสังเกตอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง หากมีผื่นหรือตุ่มขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก หรือตามร่างกาย และมีประวัติสัมผัสแนบชิด หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร รวมถึงกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร ให้สังเกตอาการภายหลังสัมผัสผู้ป่วยภายใน 21 วัน หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต เช่น บริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ เจ็บคอ คัดจมูก หรือไอ มีผื่น หรือตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือบริเวณรอบๆ ตามมือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือบริเวณปาก ให้รีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพหรือโรงพยาบาล โดยแจ้งอาการและประวัติเสี่ยงทันที เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง
“โรคฝีดาษวานรสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย งดใช้สิ่งของร่วมกัน และสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ พร้อมทั้งสังเกตตุ่มหนองในบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสแนบเนื้อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงรับเชื้อจากการสัมผัส” สำหรับคลินิกรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ควรเพิ่มการสื่อสารมาตรการป้องกันโรคฝีดาษวานรอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
