back to top

ยกระดับมาตรการป้องกัน-ตอบโต้ ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) แพร่ระบาด

“ไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังวางมาตรการเฝ้าระวัง โดยยกระดับมาตรการคัดกรองและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในผู้เดินทางที่มาจากรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรค เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย รวมถึงการยกระดับมาตรการเตรียมพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ระบาดในประเทศ

โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์และสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะนำโรค คือ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ซึ่งรับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้

สำหรับอาการเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด อาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้ หากเข้ารับการรักษาช้า ส่วนการติดต่อจากคนสู่คน เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด หรือน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อ โรคนี้ป้องกันได้โดยล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่เมื่อสัมผัสกับสัตว์ โดยเฉพาะ “ค้างคาวผลไม้”

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะไวรัสนิปาห์ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ได้กำหนดมาตรการควบคุมโรคที่รัดกุม ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างการเดินทาง และเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริงในทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมขอความร่วมมือจากสายการบิน ท่าอากาศยาน และประชาชนผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และสังเกตอาการสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่กระจายของโรคในประเทศไทย

ด้าน นายแพทย์โรม บัวทอง ผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค ระบุว่า กรมควบคุมโรคได้กำหนดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่ระบาด แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

มาตรการก่อนและระหว่างการเดินทาง

• ให้ลูกเรือและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ สวมอุปกรณ์ป้องกันโรคตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค

• หากพบผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงมีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจ ระหว่างการเช็กอินหรือขึ้นเครื่อง ต้องให้ผู้โดยสารแสดงใบรับรองแพทย์สำหรับการเดินทาง (Fit to Fly Certificate)

• ระหว่างการเดินทาง หากพบผู้โดยสารมีอาการป่วย ให้ผู้โดยสารนั่งอยู่ในที่นั่งของตนเอง ไม่เปลี่ยนที่นั่ง และแจ้งหอบังคับการบินทันที เพื่อประสานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศปลายทาง

• ให้สายการบินแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) แก่ผู้โดยสารทุกคนจากพื้นที่ที่มีการระบาด และกรอกข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อนเครื่องลงประเทศไทย

มาตรการเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

• ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ก่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

• ตรวจสุขาภิบาลอากาศยานทุกเที่ยวบินจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และกรณีพบผู้ป่วยสงสัย ต้องทำการฆ่าเชื้อเครื่องบินก่อนทำการบินต่อ

• กำหนดหลุมจอดเฉพาะสำหรับเครื่องบินที่มาจากพื้นที่โรคระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อผู้ป่วย และการจัดการสัมภาระ

• สายการบินต้องส่งข้อมูล Passenger Manifest และ General Declaration Form ให้กับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ

มาตรการกรณีการส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ

ผู้ป่วยโรคใดๆ ที่ส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีความประสงค์จะเข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศทุกครั้ง และให้โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประสานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ล่าสุด กรมควบคุมโรคได้วาง 4 มาตรการหลักในการยกระดับเตรียมพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ ประกอบด้วย

  1. เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง โดยเฉพาะด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ให้คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ส่วนสถานพยาบาลให้ปรับแนวทางให้ชัดเจน ทั้งในการรักษา การเฝ้าระวัง สอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางหรือสัมผัสเสี่ยง ส่วนชุมชนให้เสริมระบบการแจ้งเตือนผ่าน อสม. และ อสส. เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่
  2. เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วย ทั้งในห้องปฏิบัติการ สถานพยาบาล และการป้องกันการติดเชื้อในสถานพยาบาล
  3. สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกแก่ประชาชนทั่วไป และให้คำแนะนำผู้เดินทางไป-กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานภาคการท่องเที่ยวและโรงพยาบาลเอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่น
  4. บูรณาการความร่วมมือแบบ One Health โดยประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่และสัตว์เลี้ยง พร้อมเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย