ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ช่วงปี 2566–2568 พบว่า เด็กอายุ 0–5 ปี ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบปีละ 88,000–107,000 ราย และต้องนอนโรงพยาบาลปีละ 34,000–41,000 ราย ขณะที่ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อ Streptococcus pneumoniaeในผู้ป่วยร้อยละ 15–24 คิดเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสกว่า 6,000–7,000 รายต่อปี
ส่วนโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กอายุ 0–5 ปี พบผู้ป่วยกว่า 240–340 รายต่อปี โดยประมาณร้อยละ 50 มีสาเหตุจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความพิการทางระบบประสาทอย่างถาวร วัคซีน PCV จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการในระยะยาว พร้อมเตรียมยกระดับการเข้าถึงวัคซีนทั่วประเทศ
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กล่าวว่า ที่ประชุมได้ทบทวนข้อมูลสถานการณ์โรค IPD ร่วมกับผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังคงมีอัตราป่วยด้วยโรคปอดอักเสบสูงอย่างต่อเนื่อง และยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันโรคในเด็กเล็ก พร้อมเห็นชอบให้เร่งผลักดันวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้า ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคอย่างทั่วถึง
ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า จากการวิเคราะห์เชิงพื้นที่พบว่า เกือบทุกจังหวัดมีอัตราป่วยสูงกว่า 50 ต่อประชากรแสนคน และหลายพื้นที่สูงกว่า 200 ต่อประชากรแสนคน มีเพียงจังหวัดนครนายกและอำนาจเจริญเท่านั้นที่มีอัตราป่วยต่ำกว่า 50 ต่อประชากรแสนคน สะท้อนให้เห็นว่าโรค IPD เป็นปัญหาสุขภาพระดับประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคที่ครอบคลุมสถานพยาบาลร้อยละ 99.64 และมีระบบเฝ้าระวังเชิงรุก (sentinel surveillance) ในโรงพยาบาล 23 แห่ง ใน 19 จังหวัด ทำให้มีข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลห้องปฏิบัติการที่ครบถ้วนเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ
ที่ประชุมจึงมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการวิจัยนำร่องหรือศึกษาวัคซีน PCV เพิ่มเติมในพื้นที่นำร่อง เนื่องจากมีข้อมูลวิชาการและข้อมูลเฝ้าระวังเพียงพอแล้ว และเห็นควรให้ดำเนินการจัดบริการวัคซีน PCV ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมกัน
ทั้งนี้ หลักฐานจากนานาชาติและการประเมินโดย HITAP ยืนยันว่า วัคซีน PCV มีประสิทธิผลและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถลดการป่วยรุนแรง การเสียชีวิต และความพิการในเด็กได้อย่างชัดเจน การป้องกันโรครุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นชีวิตนับเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า โดยกรมควบคุมโรคจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายนี้เกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยในระยะยาว
