ประเทศไทยเผชิญวิกฤตอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ส่งผลให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่เพียงพอทดแทนประชากรรุ่นพ่อแม่ กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ระบบแรงงาน สวัสดิการ และระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีบุตร พร้อมยกระดับคุณภาพเด็กเกิดใหม่
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในเอเชียในระดับเดียวกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ภายใน 50–60 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรอาจลดลงเหลือเพียง 30–40 ล้านคน นโยบาย “Every Birth Matters – ทุกการเกิดมีความหมาย” จึงมุ่งเน้นให้ทุกการเกิดเป็นการเกิดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สมัครใจ และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนการเกิด และไม่ใช่การบังคับให้มีบุตร
ด้าน นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า กรมอนามัยได้ขับเคลื่อน “แกนกลางด้านสุขภาพ” ร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างระบบนิเวศส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย การพัฒนาระบบบริการส่งเสริมการมีบุตรตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และการดูแลภาวะมีบุตรยาก การยกระดับการดูแลแม่และเด็กแบบ MCH Continuum of Care การลงทุนพัฒนาเด็กในช่วงต้นชีวิตตามแนวคิด “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมบนหลักสิทธิและความสมัครใจ ตลอดจนการดูแลสุขภาพจิตแม่และครอบครัวเพื่อสร้างรากฐานครอบครัวที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ ยังวาง 3 แนวทางสำคัญในอนาคต ได้แก่ การพัฒนาบริการสุขภาพที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเข้ารับบริการของพ่อแม่ การยกระดับระบบดูแลแม่และเด็กให้เข้าถึงได้ง่ายผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และการใช้ฐานข้อมูล Big Data วิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายสนับสนุนรายครอบครัวอย่างตรงจุด
