สารหนู (Arsenic) เป็นสารที่เป็นธาตุกึ่งโลหะชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย สามารถพบได้หลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบโลหะ (Metallic arsenic) รูปแบบสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic arsenic) และรูปแบบสารประกอบอินทรีย์ (Organic arsenic) สามารถพบได้ตามธรรมชาติจากการชะล้าง หรือการสึกกร่อนของตะกอนหิน ดิน แร่ ก๊าซจากภูเขาไฟ และซึมลงสู่ชั้นใต้ดิน หรือแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น น้ำบ่อ น้ำบาดาล น้ำพุ ทะเลสาบ แม่น้ำ และสามารถพบได้ในบางกระบวนการทางอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ยังมีการนำสารหนูไปใช้ในยารักษาทางการแพทย์ได้หลายชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว เช่น เชื้อทริพาโนโซมา (Trypanosoma) รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสารหนูสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ได้แก่ ผ่านการหายใจ การดูดซึมทางผิวหนัง และการรับประทาน หรือดื่ม
นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สารหนูสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ สารหนูในรูปธาตุซึ่งพบได้ในธรรมชาติ สารหนูอินทรีย์ซึ่งพบได้ในอาหารทะเลบางชนิด และสารหนูอนินทรีย์ซึ่งอาจพบในผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิด รวมถึงในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นอกจากนี้ ในบางกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น การหลอมแร่หรือการผลิตสารกึ่งตัวนำ อาจมีสารหนูเป็นส่วนประกอบ
ผลกระทบต่อร่างกายขึ้นอยู่กับรูปแบบ ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับ โดยอาการอาจเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ระบบผิวหนัง ระบบประสาท หรือระบบเลือด ทั้งนี้ ลักษณะอาการจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ด้าน นพ.ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลสุขภาพที่ดีควรเริ่มจากการเลือกใช้น้ำอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยไม่จำเป็น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสสารเคมี สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม โดย กรมอนามัย แนะนำให้ประชาชนใช้น้ำประปาจาก การประปาส่วนภูมิภาค ในการอุปโภคบริโภค เพื่อความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี มีศูนย์พิษวิทยา ให้บริการคำปรึกษาด้านพิษจากยาและสารเคมีแก่บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และสถานประกอบการ สามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 0 2548 1000 ต่อ 5713 หรือผ่าน Facebook: ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
