back to top

5 โรคคนไทยป่วยมากสุดรอบ 1 เดือน 

กรมควบคุมโรคได้สรุปสถิติ 5 โรคที่คนไทยป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคอาหารเป็นพิษ และโรคสุกใส (ข้อมูลวันที่ 18 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์ 2569) ส่วน 5 อันดับโรคที่พบอัตราเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ โรคเมลิออยโดสิส โรคไข้หูดับ โรคเลปโตสไปโรสิส โรคปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (ข้อมูลวันที่ 1 – 22 มกราคม 2569)

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,865 ราย เสียชีวิต 7 ราย ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 มกราคม 2569) พบผู้ป่วยสะสม 79,456 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรือนจำ สถานศึกษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ส่วนสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ A/H3N2 แนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค

โรคอาหารเป็นพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสม 24,716 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุตั้งแต่ 0 – 9 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 มกราคม 2569) พบผู้ป่วยสะสม 19,776 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสม 161,846 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุตั้งแต่ 0 – 4 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 มกราคม 2569) พบผู้ป่วยสะสม 19,776 ราย เสียชีวิต 1 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้น

กรมควบคุมโรค แนะนำให้ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” กินอาหารปรุงสุกใหม่ แยกเก็บอาหารสุกและดิบในอุณหภูมิที่เหมาะสม อาหารปรุงสุกเก็บเกิน 2 ชั่วโมงควรอุ่นร้อนก่อนกิน ล้างมือให้สะอาดก่อนจับอาหาร ชงนมเด็ก หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งสกปรกและสัตว์เลี้ยง เลือกดื่มน้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. ปิดสนิท และน้ำแข็งที่สะอาด ไม่มีสี หรือกลิ่นผิดปกติ

โรคลีเจียนแนร์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Legionella pneumophila ซึ่งมี 2 แบบ คือ ชนิดรุนแรงเรียกโรคปอดอักเสบลีเจียนแนร์ และชนิดไม่รุนแรงเรียกโรคไข้ปอนเตียก (Pontiac fever) โดยโรคนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสม 13 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อ คือ การเข้าพักที่พักหรือโรงแรมที่มีการดูแลบำรุงรักษาระบบน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยในปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน และพบการรายงานผู้ป่วยในประเทศเพิ่มขึ้น แนะนำประชาชนบำรุงรักษาอุปกรณ์ และสุขภัณฑ์ให้มีความสะอาด ล้างตะกรันหัวฝักบัว ก๊อกน้ำ และถังพักน้ำในที่พักอาศัย โดยเฉพาะที่พักที่มีผู้สูงอายุ และต้องทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ ถาดรองรับน้ำในที่พักอาศัย อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยว แนะนำเลือกพักโรงแรมที่ผ่านมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Hotel)

โรควัณโรค สถานการณ์วัณโรคดื้อยา ช่วงปี 2563 – 2569 พบผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR/RR-TB) มากที่สุดทุกปี รองลงมาเป็นชนิดรุนแรง (pre-XDR-TB) และชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB) สำหรับช่วงเดือนกันยายน 2568 – มกราคม 2569 พบผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30 – 44 ปี รองลงมาคือ 45 – 59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นกลุ่มวัยทำงานเป็นหลัก

กรมควบคุมโรค แนะนำผู้ป่วยวัณโรคและวัณโรคดื้อยา รับประทานยาอย่างต่อเนื่องครบตามแผนการรักษา ในช่วงระยะแพร่เชื้อ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม จากนั้นทิ้งทันที พร้อมจัดที่พักอาศัยให้อากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงแดดส่องถึง และนำเครื่องนอนไปตากแดดสม่ำเสมอ

สำหรับผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรคหรือวัณโรคดื้อยา ควรเข้ารับการคัดกรองและตรวจหาวัณโรคทันที และตรวจติดตามทุก 6 เดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นตรวจเป็นประจำทุกปี พร้อมแจ้งสถานบริการสาธารณสุขว่าเป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรังนาน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด ไข้ต่ำๆ เหนื่อยหอบ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ควรรีบไปพบแพทย์ แนะนำประชาชนตรวจสุขภาพ เอ็กซ์เรย์ปอดปีละ 1 ครั้ง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ จัดสิ่งแวดล้อมที่อาศัยให้อากาศถ่ายเทให้สะดวก และสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด

โรคฝีดาษวานร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยยืนยันสะสม 25 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 30 – 39 ปี สำหรับสถานการณ์การระบาดในเรือนจำกรุงเทพมหานคร พบผู้ป่วยยืนยันสะสม 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย ความเสี่ยงการแพร่เชื้อเกิดจากการดูแลผู้ป่วย การทำแผล และการทำความสะอาดสิ่งปนเปื้อนจากสารคัดหลั่ง ทั้งนี้ได้ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม พบผู้มีความเสี่ยงสูง 49 ราย ผู้ป่วยสงสัย 9 ราย และผู้ป่วยยืนยัน 2 ราย พร้อมให้วัคซีนป้องกัน 105 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขัง 81 คน บุคลากรทางการแพทย์และผู้ช่วยเหลือ 24 คน รวมถึงได้ตรวจตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม 10 จุดเสี่ยง ไม่พบสารพันธุกรรม Mpox ทั้งนี้ ได้คัดแยกผู้สัมผัส เฝ้าระวัง 21 วัน และทำความสะอาดและทำลายเชื้อในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด แนะประชาชนหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนไม่รู้จักหรือผู้ที่มีผื่นสงสัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด พร้อมทั้งหมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอ หากมีไข้ ผื่น หรืออาการผิดปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และเด็กเล็ก ควรรีบพบแพทย์ทันที สำหรับผู้มีประวัติเสี่ยงสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ขอให้สังเกตอาการตนเองจนครบ 21 วัน งดพฤติกรรมเสี่ยง และเข้ารับการตรวจทันทีเมื่อมีอาการสงสัย

โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสม 318 ราย เสียชีวิต 10 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 31 มกราคม 2569) พบผู้ป่วยสะสม 217 ราย เสียชีวิต 7 ราย แนวโน้มผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แนะประชาชน “ใส่รองเท้าบูท ดื่มน้ำต้มสุก หลีกเลี่ยงสูดดม (ฝุ่นดิน)” หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือย่ำดินด้วยเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าบูททุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำ ดิน หรือโคลน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรรีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหลังสัมผัสน้ำหรือแช่น้ำ พร้อมทั้งดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก และใช้น้ำประปาที่มีระดับคลอรีนได้มาตรฐานสำหรับอาบน้ำ ล้างหน้า และแปรงฟันนอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางสายฝน โดยเฉพาะในช่วงที่มีลมแรงหรือพายุ เพื่อลดความเสี่ยงการสูดละอองดินที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้ หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน พร้อมกับมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสดิน ให้รีบพบแพทย์ทันที

สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในต่างประเทศ ประเทศอินเดีย มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในรัฐเวสเบงกอล เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิง 1 ใน 2 บุคลากรทางการแพทย์ ด้วยภาวะแทรกซ้อนจากระบบทางเดินหายใจ ขณะนี้ไม่พบผู้ป่วยเพิ่มจากผู้สัมผัส 196 ราย และประกาศควบคุมการระบาดได้แล้ว ประเทศบังกลาเทศ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย ในเขตราชชาฮี เสียชีวิตเมื่อ 28 มกราคม 2569 ผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทาง แต่มีประวัติดื่มน้ำตาลสดดิบ ติดตามผู้สัมผัส 35 ราย ผลตรวจเป็นลบ และยังไม่พบผู้ป่วยเพิ่ม โดยองค์การอนามัยโลก ประเมินความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ สำหรับประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน โดยมีมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569