“โรคสุกใส” พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ซึ่งมีการรวมตัวในสถานศึกษา ทำให้โรคสามารถแพร่กระจายได้ง่าย ผ่านการไอ จาม การสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ทั้งนี้โรคสุกใสสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก โดยโรคสุกใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 – 21 วัน
ข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กองระบาดวิทยา ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 4 มี.ค.69 พบผู้ป่วยโรคสุกใสสะสม 10,560 ราย และยังไม่พบผู้เสียชีวิต มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 208 ราย คิดเป็น 1.97% โดยกลุ่มเด็กวัยเรียนมีอัตราป่วยสูงที่สุด ได้แก่ อายุ 5 – 9 ปี (76.40 ต่อแสนประชากร) รองลงมา อายุ 10 – 14 ปี (55.90 ต่อแสนประชากร) และอายุ 0 – 4 ปี (49.10 ต่อแสนประชากร) แสดงให้เห็นว่าการรวมกลุ่มของเด็กในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรค
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้โรคสุกใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน และพักอยู่ที่บ้านจนกว่าตุ่มผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นและหายภายใน 1 – 3 สัปดาห์ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดอยู่ในลำดับความสำคัญที่ 7 ของการนำวัคซีนใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอายุ 1 ปี และเด็กอายุ 4 – 6 ปี จำนวน 2 โดส การนำวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่ระบบมีศักยภาพในการลดภาระโรคและการระบาดในโรงเรียนในระยะยาว
กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น
