ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2569 มีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 1.16 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 100,000 ราย ต้องเข้ารับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องเป็นประจำ สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับการฟอกไต และอีกประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ขณะที่สถิติทั่วโลกพบว่ามีประชากรประมาณ 850 ล้านคนป่วยเป็นโรคไตและโรคไตเรื้อรัง
พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า “โรคไต” ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป อาหารที่มีโซเดียมสูง ภาวะอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน และโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรค NCDs ได้แก่ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
ทั้งนี้ แนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงโรคไต โดยเฉพาะการควบคุมความดันโลหิต ผ่าน 6 เคล็ดลับสำคัญ ได้แก่
- ลดเค็ม ควบคุมโซเดียม เลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูง เช่น ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำพริก อาหารแปรรูป ไส้กรอก หมูยอ และขนมขบเคี้ยว
- เพิ่มผักและผลไม้สดหลากหลายสีในมื้ออาหาร วันละ 4–6 ทัพพี ช่วยเพิ่มโพแทสเซียม ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำให้เพียงพอ 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30–45 นาที สัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและลดความดันโลหิตได้ประมาณ 4–9 มิลลิเมตรปรอท
- ปรับรูปแบบการกินตามหลัก DASH Diet เน้นอาหารพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ลดไขมัน น้ำตาล และเนื้อสัตว์ติดมัน ซึ่งสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ประมาณ 8–14 มิลลิเมตรปรอท
- ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยนั่งพักก่อนวัดประมาณ 10–15 นาที เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
- พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7–8 ชั่วโมง และลดความเครียดด้วยวิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการฝึกหายใจ
นพ.อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไตเพิ่มเติม ได้แก่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยา NSAIDs โดยไม่จำเป็น และไม่ควรใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะส่งผลให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อม รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต รวมทั้งตรวจสุขภาพเพื่อตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีความดันโลหิตสูง หากประชาชนสามารถปรับพฤติกรรมสุขภาพได้ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไต โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
