back to top

เขา คือ คนพิเศษ: โอกาส การศึกษา และอนาคตที่ต้องไม่ถูกมองข้าม

ประเทศไทยนอกจากมีเด็กเกิดน้อยแล้ว ยังมีปัญหาเด็กพิเศษหลากหลายรูปแบบซ้ำเติม เช่น ออทิสติก แอสเพอร์เกอร์ แอลดี สมาธิสั้น สมองพิการ ความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นต้น ดังนั้นการทำให้เด็กเกิดใหม่มีศักยภาพ หรือเด็กพิเศษสามารถช่วยเหลือตัวเองได้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เราจะรู้ล่วงหน้าได้หรือไม่ว่า เด็กคนไหนเป็นเด็กพิเศษ ซึ่งมีความแตกต่างกัน มีทั้งรู้ได้ก่อนเกิด และเกิดแล้วค่อยรู้ หรือจะรู้เมื่อเด็กโตแล้ว

กลุ่มที่รู้ได้ก่อนเกิด จะมีปัญหาความผิดปกติของโครโมโซมต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 ทำให้มีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความผิดปกติทางร่างกายหลายอย่าง ร่วมกับมีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถตรวจได้ตั้งแต่ช่วงที่ตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน จากการตรวจโดยวิธีพิเศษ เช่น การเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม การเจาะเลือดตรวจทางชีวเคมี ซึ่งมีคำแนะนำให้ตรวจในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะมีความเสี่ยงสูง

กลุ่มที่เกิดแล้วค่อยรู้ เช่น สมองพิการ หรือซีพี (Cerebral Palsy) มีความผิดปกติในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกร็งมากกว่าปกติ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อล่าช้า ส่วนปัญหาทางด้านการมองเห็น และปัญหาการได้ยิน ในรายที่เป็นมากสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่คลอดออกมา

กลุ่มที่เกิดมาแล้วดูปกติ ยังไม่รู้ว่าเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ ต้องรอดูพัฒนาการสักระยะหนึ่ง เช่น ออทิสติก แอสเพอร์เกอร์ แอลดี สมาธิสั้น

สำหรับออทิสติก ส่วนใหญ่จะรู้ได้ในช่วงขวบกว่าๆ เนื่องจากเริ่มเห็นความแตกต่างจากเด็กคนอื่นชัดเจนขึ้น ข้อบ่งชี้ที่ช่วยให้สงสัยได้ชัดเจนขึ้น คือ เมื่อเด็กอายุขวบครึ่ง เด็กยังไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการของตัวเองเวลาอยากได้อะไร ขาดความสนใจร่วมกับคนอื่นรอบข้าง เล่นกับเด็กคนอื่นไม่เป็น เล่นบทบาทสมมติ เล่นจินตนาการไม่เป็น และมักจะยังไม่สามารถพูดเป็นคำได้ จะมีแต่ภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว

แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder หรือ Asperger’s Syndrome) เป็นความบกพร่องของพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว อยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคออทิสติก แต่จะพูดเก่ง ความจำดี เรียนหนังสือได้ ทำให้ไม่เห็นปัญหาตั้งแต่เล็ก ต้องอาศัยความชำนาญของจิตแพทย์เด็กในการบอกว่าเป็นหรือไม่ เด็กมักจะดูงุ่มง่าม ไม่สบตาเวลาคุย ช่างถาม ถามแล้วถามซ้ำอีก และไม่ค่อยรู้กาลเทศะ เนื่องจากมีความบกพร่องในทักษะสังคม

แอลดี (Learning Disorder) หรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ทั้งการอ่าน เขียน และการคำนวณ กลุ่มนี้กว่าจะรู้ เป็นอย่างชัดเจน ก็ตอนที่อยู่ ป.1 แล้ว อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรืออ่านเขียนได้ไม่สมตามวัย หรือคิดเลขไม่เป็น ทั้งๆ ที่ เวลาพูดคุยอย่างอื่นดูคล่องแคล่วว่องไว ไหวพริบดี

เด็กที่สมาธิสั้น อาจเห็นแนวโน้มความซนมาก อยู่ไม่นิ่ง มาตั้งแต่เล็ก แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน จนกว่าจะเห็นผลกระทบที่ตามมา เช่น ทำงานไม่เสร็จทันเพื่อน ผลการเรียนต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริง เพื่อนไม่ค่อยอยากเล่นด้วย เพราะเล่นแรง เป็นต้น

สถิติเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเทอม 1 ปี 2567 พบว่ามีเด็กที่มีความพิการในโรงเรียนประมาณ 2 แสนคน เป็นแอลดี 1.69 แสนคน รองลงมาเป็นความพิการทางสติปัญญา 25,219 คน ออทิสติก 14,424 คน และพิการซ้อน 11,219 คน

การพัฒนาของเด็กพิเศษ ทำให้เด็กมีปัญหาในการเข้าสังคม การสื่อสาร และมักมีพฤติกรรมซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น บางคนก็มีความรุนแรงร่วมด้วย สำหรับการรักษามี 2 แบบ คือ

1. การไม่ใช้ยา
• กระตุ้นพัฒนาการแต่เนิ่นๆ
• ฝึกทักษะการเข้าสังคมและการปรับพฤติกรรม

2. การใช้ยา ใช้เมื่อมีอาการร่วม เช่น ซนมาก ก้าวร้าว สมาธิสั้น วิตกกังวล

เด็กพิเศษจะสามารถก้าวผ่านไปเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ เราพาไปดูการเรียนการสอนที่วัดไตรสามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจัดการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีเด็กพิเศษเรียนด้วย ณ ปี 2568 มีเด็กนักเรียนรวม 801 คน เป็นเด็กพิเศษประมาณ 188 คน

ดร.ภูมิ พระรักษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 เล่าว่า สถานการณ์เด็กพิเศษเพิ่มและรุนแรงมากขึ้น มีเด็กมาเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่นับรวมที่ไม่ได้เข้าระบบ ซึ่งไม่ง่ายที่จัดการเรียนการสอนเด็กพิเศษให้เรียนรวมกับเด็กปกติ ทั้งบุคลากรและหลักสูตรต้องมีความพร้อม ที่โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ถือว่าเป็นตัวอย่างของโรงเรียนที่มุ่งมั่นและตั้งใจที่จะดูแลรักษาเด็กพิเศษให้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น พอที่จะดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้ครอบครัว พร้อมส่งต่อให้ชุมชน แต่ด้วยสถานการณ์รุนแรง มีเด็กพิเศษมากขึ้น และอาการรุนแรงมากขึ้น ก็ทำให้เราคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การช่วยเหลือยั่งยืน

ดร.ภูมิ พระรักษา

แนวทางที่เป็นไปได้ ก็คือต้องขยายการจัดการศึกษาให้ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อพัฒนาเด็กให้สุดทาง ให้เขาได้รับการพัฒนาจนถึงการฝึกทักษะอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ด้วย ไม่ใช่พัฒนาเขาครึ่งๆ กลางๆ เพราะเมื่อเด็กจบแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3 หากจะเรียนต่อมัธยมปลายต้องไปจังหวัดอื่น เช่น ระยอง, ฉะเชิงเทรา ซึ่งยากที่ผู้ปกครองจะพาเด็กไปเรียนไกลๆ ได้ เด็กก็ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก ก็เท่ากับเด็กจบจากเราไปก็ไปต่อไม่ได้ ต้องกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ ที่เราพัฒนาเขามาก็สูญเปล่า

“โรงเรียนวัดไตรสามัคคีมีพื้นที่และสื่อการสอน ที่สามารถต่อยอดให้ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 4, 5, 6 และมีครูที่ช่วยปรับแก้พฤติกรรม จึงอยากฝากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถขยายโอกาสการเรียนการสอนเด็กพิเศษ เชื่อว่าหากให้เด็กได้เรียนรู้ถึงมัธยมปลายจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น พร้อมออกไปสู่สังคม ไม่เป็นภาระของครอบครัว และประเทศ”

สำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนวัดไตรสามัคคีนั้น มีบุคลากรดูแลเด็กพิเศษเป็นครู 4 คน ครูอัตราจ้าง 20 คน เจ้าหน้าที่จากศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสมุทรปราการ 3 คนที่มาช่วย โดยจะมีการสื่อสารกับเด็กในโรงเรียนว่ามีเพื่อนเป็นเด็กพิเศษมาเรียนด้วย เพื่อให้รับรู้ตั้งแต่ต้น และไม่เกิดการบูลลี่ พร้อมให้การช่วยเหลือ เพราะจะมีบางส่วนที่เรียนในห้องเรียนเดียวกับเด็กปกติ ทั้งนี้จะมีการคัดกรองเด็กพิเศษก่อนรับ ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ที่สำคัญโรงเรียนไม่ได้ทำงานคนเดียว มีการประสานงานกับศูนย์การศึกษาพิเศษฯ ซึ่งจะมีการค้นหาเด็กพิเศษในพื้นที่ โดยศูนย์ฯ จะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลที่โรงเรียน รวมถึงการสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษเป็นหลักสูตรกลาง ทำให้การเรียนการสอนเป็นระบบ ทั้งประสานงานกับโรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ เพื่อมาช่วยพัฒนาเด็กอีกทาง

นางสาวสุวิมล ประเสริฐสมบูรณ์ ครูชำนาญการพิเศษ เล่าถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนวัดไตรสามัคคี ว่า เน้นเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้เรียนรู้เหมือนเด็กปกติทุกอย่าง มีกิจกรรมให้เขาได้ทำอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมใส่บาตรทุกวันพระ ทำกระทงวันลอยกระทง ปลูกผักในโรงเรียน พลศึกษา นันทนาการ งานกีฬาสี เต้น รวมถึงส่งประกวดภาพระบายสีวันสำคัญๆ ต่างๆ เช่น วันพ่อวันแม่ แล้วก็มีกิจกรรมในห้องเรียนด้วย เช่น ทำน้ำยาล้างจาน เป็นต้น โดยจะมีแฟ้มใส่ผลงานของเด็กพิเศษแต่ละคน เพื่อดูพัฒนาการของเด็ก

ครูสุวิมล บอกว่า การพัฒนาเด็กพิเศษต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งการให้เขาได้เรียนต่อมัธยมปลาย ซึ่งจะมีการฝึกทักษะอาชีพให้เขาด้วย ทำให้เขามีโอกาสทำงานองค์กรต่างๆ ที่เปิดรับ ทำให้ไปต่อได้ ทำมาหากินได้ ช่วยตัวเองได้ “การพัฒนาไม่สุดทาง เขาจบจากเราไปก็ไปอยู่บ้าน ทำงานไม่ได้ ที่เราฝึกมาเขาก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ และกลับไปที่เดิม”

แน่นอนว่าไม่ง่ายเลยในการดูแลเด็กพิเศษคนหนึ่ง ครูเพ็ญ” นางเขมเบญญา ตุนาค พนักงานราชการ ซึ่งสอนเด็กพิเศษมานับสิบปี ที่โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ถ่ายทอดให้ฟังว่า เราต้องรู้ประวัติเด็กแต่ละคนก่อน เช่น ชอบ หรือเกลียดอะไร ที่สำคัญเราต้องถามตัวเองว่า พร้อมหรือไม่ก่อนมาสอนเด็กพิเศษ เพราะนอกจากความรักความเอาใจใส่ที่มีต่อเขาแล้ว ต้องอาศัยความอดทนสูง ต้องเข้าใจเขา

แล้วครูก็ต้องมีความรู้มากพอ ต้องผ่านการอบรม และต้องหมั่นเติมความรู้ เพราะเด็กแต่ละคนต่างคนต่างแบบ ต้องใช้หลายเทคนิค เนื่องจากเด็กพิเศษมีหลากหลายทั้งออทิสติก สมาธิสั้น หากคนใดเป็นสองแบบเรายิ่งคิดให้หนักก่อนจะสอนเขา

“ครูเพ็ญ” นางเขมเบญญา ตุนาค 

“เราต้องให้เด็กเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ช่วยเหลือตัวเองได้ จบจากโรงเรียนไปสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ไม่เป็นภาระให้สังคม”

ครูเพ็ญ บอกว่า ต้องทำการบ้านว่า ต้องสอนอะไรเขา เขาจะทำได้ไหม ต้องใช้การโน้มน้าวแบบไหนเขาถึงจะทำตามที่เราบอกได้ เทคนิค คือ เราต้องหาสิ่งที่เขาชอบให้ทำก่อน ถ้าไม่เวิร์คก็เปลี่ยนกิจกรรม และเมื่อเขาสื่อสารออกมาไม่ได้ เราต้องมีสายตามองเขาให้ออก ต้องมีไหวพริบ ต้องไม่ให้เขาว่าง ในห้องเด็กพิเศษนั้นเราจะสอนทุกวิชา และมีกิจกรรมหลากหลายให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนทำผ้าเช็ดเท้า บางคนเขียน ระบายสี เล่นเลโก้ เหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์ของครูพอสมควร

ครูเพ็ญ ยังฝากว่า ประสบการณ์ของเด็กสำคัญมาก เด็กพิเศษอาจชอบทำอะไรคนเดียว แต่ก็ต้องฝึกให้เด็กได้เล่นเป็นกลุ่มบ้าง ให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ เขาจะได้อยากมาโรงเรียน อยากมาคุย และเล่นกับเพื่อน ประเด็นนี้สำคัญมากที่จะทำให้เขาทำอย่างคนปกติได้ เขียนได้ อ่านได้ แม้ว่าอารมณ์ และความรุนแรงภายในของเขาจะยังอยู่ ยังขี้โมโหอยู่ แต่ทำงานได้ ช่วยครูได้ ช่วยพ่อแม่ได้ ช่วยตัวเองในชีวิตประจำวันได้

คณาจารย์ โรงเรียนวัดไตรสามัคคี