ในย่านงามวงศ์วาน มีบ้านสีขาวหลังเก่าหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ที่นี่เคยเป็นสตูดิโอของ “มณเฑียร บุญมา” ศิลปินเอกอุที่บุกเบิกศิลปะสื่อผสม และการจัดวางที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในเวทีศิลปะร่วมสมัยไทยและนานาชาติ
แม้วันวานจะผ่านมาแล้วนับสิบปี แต่แนวคิดเบื้องหลังที่ได้ถ่ายทอดความหมายลึกซึ้งสะท้อนผ่านงานศิลปะของอาจารย์มณเฑียรยังถูกสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และบ้านสีขาวของเขายังทำหน้าที่สำคัญ และได้กลายเป็น “Montien Atelier” พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย สถานที่จัดแสดง Archive หรือคลังแห่งองค์ความรู้ของมณเฑียร มีเอกสารสำคัญรวบรวมไว้ที่นี่ ทั้งสมุดสเก็ตช์ชิ้นงาน องค์ประกอบในการแสดงงานศิลปะ สมุดบันทึก ภาพถ่าย
“Montien Atelier” มีนักศึกษาศิลปะแวะเวียนมาไม่ขาด เพื่อสัมผัสความเป็นตัวตนของอาจารย์มณเฑียรก่อนจะผลิตชิ้นงาน Archive ของอาจารย์ในสายตาคนรุ่นหลังถูกให้คุณค่าอย่างงานศิลปะชิ้นเอก จึงคงอยู่โดยไม่หวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ยังมีชีวิตชีวามาตลอด 26 ปี ณ บ้านสีขาวแห่งนี้ ที่ใช้เป็นที่ทำงานศิลปะเกือบตลอดช่วงชีวิต


ความศรัทธาในศิลปินท่านนี้ไม่เคยจางหาย เป็นศิลปินที่ฝากแนวคิดชัดเจนอยู่เบื้องหลัง และสามารถผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกได้อย่างกลมกลืน ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม ศิลปะจัดวาง ใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ อาทิ ขี้เถ้า ฟางข้าว และเศษวัสดุเหลือใช้มาทำงานศิลปะ และยังต่อยอดความคิดจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนแนวความคิดเกี่ยวกับการรุกคืบของอุตสาหกรรมจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้งานศิลปะของมณเฑียรก้าวไปกับยุคสมัย สะท้อนมุมมองในแต่ละช่วงชีวิตของเขา
จนเมื่อถึงจุดหักเหของชีวิตภายหลังภรรยาป่วยด้วยโรคมะเร็ง “พุทธศาสนา” เข้ามามีบทบาทต่อผลงาน สภาวะความเครียด และแรงกดดันต่อชีวิตได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงานศิลป์ เป็นกระบวนการเยียวยาจิตใจ และนำพาเขาให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก
แล้วผลงานที่ทรงคุณค่าก็ยังคงเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะผลงานชุด Nature’s Breath (ลมหายใจแห่งธรรมชาติ) : Arokhayasala ปี 2538 ซึ่งได้แรงบันดาลจาก ปราสาท ศาล ในวัฒนธรรมขอม สถานที่บำบัดเยียวยารักษาโรคผู้คนทั้งร่างกายและจิตใจ อาจารย์ใช้วิธีการเรียงหินแบบ Corbel ทับต่อกันขึ้นไปจากฐานสู่ยอดแบบการสร้างปราสาทขอม คล้ายกับสถูปขนาดย่อม ประกอบขึ้นจากกล่องโลหะโปร่งด้วยรูพรุน ที่เรียงทับซ้อนขึ้นไปสู่ส่วนยอด ภายในกล่องโลหะเหล่านั้นยังบรรจุสมุนไพร เมื่อคนดูเดินเข้าไปในสถูปนี้จะได้กลิ่นสมุนไพรอบอวล

“…ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ผลงานติดตั้งของข้าพเจ้าครั้งนี้ มีสภาพคล้ายดั่ง อโรคยาศาล ที่ผู้ชมได้มาบำบัดชะล้างระงับสภาวะของจิตใจของผู้คน ได้เข้าสู่สภาวะที่เป็นธรรมชาติที่สงบผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น มีบรรยากาศ คล้ายโบสถ์วิหารหรือโรงพยาบาลแห่งสติ สมาธิ พื้นที่ว่าง ขอบเขต เสียง วัตถุและกลิ่นในสภาวะแวดล้อมของผลงานชุดนี้ คือปัจจัยสำคัญที่ข้าพเจ้าใช้กระตุ้นเร้าสภาวะสัมผัสของผู้ชม”
อาจารย์มณเฑียรไม่ใช่ศิลปินที่สร้างผลงานด้วยการปล่อยใจให้ไหลไปตามความรู้สึกที่พาไป แต่เขาเป็น “นักค้นคว้า” เป็นศิลปินที่ทำงานอย่างเป็นระบบ ดังบันทึกหน้าหนึ่ง ที่อาจารย์เขียนไว้ให้ “แบงค์” จุมพงษ์ บุญมา ลูกชายคนเดียวให้ตามร่องรอยของเขาเจอ
“ยิ่ง Sketch ก็ยิ่งเข้าใจในสิ่งที่จะสร้าง เเละเข้าใจเเง่มุมเพิ่มขึ้น ฉะนั้น งานวาดเส้นของพ่อ เป็นการบันทึกความคิด ที่จะทำให้เป็นรูปในผลงานนั้นๆ จะร่างทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งเเต่ Idea เริ่มเเรกจึงเขียนทุกอย่างลงไป เเละค่อยๆ เเก้ใน Sketch นั้นๆ จนสมบูรณ์ขึ้น”

รูปสเก็ตช์ชิ้นงานมากมายของอาจารย์จึงเกิดขึ้น เพื่อถ่ายทอดไอเดียตั้งแต่เริ่มเเรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการทำงาน และทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้แกะความหมาย แม้ในช่วงจุดเปลี่ยนของชีวิตของอาจารย์มณเฑียรที่หันมาสนใจด้านพุทธศาสนา เขาก็ศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งในทางปรัชญาและทางศิลปกรรม สามารถผสมผสานแนวทางศิลปะแบบ “Conceptual Art” ของตะวันตกเข้ากับปรัชญาตะวันออกและพุทธศาสนาได้เป็นหนึ่งเดียว
พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้จัดนิทรรศการไปเมื่อเดือนมกราคม 2569ได้นำเอกสารการจดบันทึก ภาพถ่ายเก่า และแบบร่างผลงานอาจารย์มณเฑียรไปจัดแสดง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่อาจารย์กำลังศึกษาถึงองค์ประกอบในส่วนต่างๆ ของสถูป-เจดีย์ในโบราณสถาน เพื่อพัฒนาผลงานชุดสำคัญอย่าง Stupa Series และ Pagoda Series
โดยพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป ได้ระบุถึงอาจารย์มณเฑียรไว้ว่า “กระบวนการศึกษาของมณเฑียรได้เข้ามาเป็นสะพานอันสำคัญ ที่เชื่อมโยงศิลปกรรมโบราณ ศาสนสถาน และงานศิลปะร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และยังสะท้อนให้เห็นถึง การเชื่อมโยงระหว่างศิลปะสองยุคสมัยที่ต่างก็เป็นรากฐาน และเป็นข้อสังเกตระหว่างกันและกันตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”
การอุทิศตนเพื่อการสอนนักศึกษาในฐานะอาจารย์ตามแนวทางใหม่ๆ ก็เป็นหนทางการทำงานของอาจารย์เช่นกัน ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางศิลปะที่เชื่อมโยงกับชุมชน เช่น “เทศกาลเชียงใหม่จัดวางสังคม” ที่นำศิลปะมาแสดงในพื้นที่สาธารณะของเชียงใหม่ในช่วงปี 2535-2538 กลายเป็นการริเริ่มใหม่ในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย
ความศรัทธาในผลงานศิลปะของอาจารย์ ทำให้ทุกวันเกิด 25 กุมภาพันธ์ในทุกปีจะมีวงสนทนาเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเพื่อน ลูกศิษย์ที่ได้เรียน และเป็นลูกศิษย์ที่มาทีหลัง รวมถึงครอบครัว
“แบงค์” ซึ่งทำหน้าที่ดูแล “Montien Atelier” เป็นอีกคนที่ชื่นชอบอาจารย์มณเฑียรในฐานะศิลปินคนหนึ่งไม่ใช่เพียงความเป็น “พ่อ” แม้เขาจะได้อยู่กับอาจารย์จนถึงอายุแค่ 11 ปีก่อนอาจารย์จะจากไป แต่ก็ได้ซึมซับบางสิ่งโดยไม่รู้ตัว เริ่มค้นพบว่าตัวเองชอบวาดรูป และเส้นทางศิลปะก็เหมาะกับเขาเสมือนเงาของอาจารย์มณเฑียรได้ทาบไว้

แบงค์ยอมรับว่า ในช่วงแรกเขายังไม่เข้าใจความเป็น “มณเฑียร” อย่างแท้จริง จนกระทั่งได้เรียนที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเข้าใจ “สื่อผสม” และสนุกกับการใช้ความคิด ตีความหมาย และสนุกกับการใช้วัสดุเล่าเรื่องราว เขาเข้าใจความเป็นมณเฑียรมากขึ้นไปอีกเมื่อได้มารีโนเวทบ้านสีขาวแห่งนี้เมื่อ 7-8 ปีก่อน ให้เป็น Estate of Montienอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้นักศึกษา และคนทั่วไปที่สนใจมาเยี่ยมชมได้ทุกเมื่อ
ผลงานชิ้นใหญ่อาจไม่ได้เห็นที่ Estate of Montien เพราะกระจายไปอยู่กับนักสะสม แต่เมื่อใดที่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะสื่อผสม หรือครบรอบวันเกิดของอาจารย์มณเฑียร ผลงานของอาจารย์จะถูกนำมาจัดแสดงไม่ขาด ณ สถานที่ต่างๆ เช่น ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Dib Bangkok ที่ได้สะสมผลงานของอาจารย์ไว้ไม่น้อย
ทุกวันนี้ผู้คนรุ่นหลังในแวดวงศิลปะสื่อผสม และการจัดวางยังคงสนใจและอยากสัมผัสความหมายที่ซ้อนในผลงานของอาจารย์มณเฑียร แต่เนื่องจาก Archive ของอาจารย์มณเฑียรจำนวนมากยังคงกระจัดกระจาย และบางส่วนเริ่มทรุดโทรม การอนุรักษ์อย่างจริงจังจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น การจัดงาน “ราวกับว่า–มณเฑียรยังอยู่” As if he were here จึงเกิดขึ้นเมื่อ 26 เมษายน 2569 ณ Bangkok Kunsthalle ศูนย์รวมงานศิลปะร่วมสมัยใจกลางกรุงเทพฯ
โดยมาร์ค เจียรวนนท์ หนึ่งในภัณฑารักษ์ Bangkok Kunsthalle อีกคนที่สนใจผลงานของอาจารย์มณเฑียรได้เปิดอาร์ตสเปซแห่งนี้เพื่อทำหน้าที่ระลึกถึงอาจารย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งช่วยคัดเลือกร่างผลงานจากคลังแห่งองค์ความรู้ของมณเฑียร 6 ชิ้นมาจัดแสดงในงาน เพื่อเติมเต็มบรรยากาศ อาทิ ผลงานชุด “A Changing World (โลกที่เปลี่ยนแปลง) สัญลักษณ์วงกลมที่ปรากฏในรูปของจานอาหาร ภาพจำลองขนาดเล็กให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือ ผลงานชุด “One Egg and Feathers” (ไข่ไก่และขนไก่, 2532) ซึ่งเป็นผลงานช่วงเริ่มต้นที่อาจารย์ได้นำวัสดุท้องถิ่นและวัสดุพื้นบ้านมาใช้



ภายในงานนอกจากเป็นวันแห่งหวนคำนึงถึงอาจารย์มณเฑียรครบรอบวัย 73 ปีแล้วหากยังอยู่ และยังมีเป้าหมายในการระดมทุน และการเริ่มต้นการอนุรักษ์ มีทั้งอาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์, ดร.กฤติยา กาวีวงศ์, รองศาสตราจารย์กิตติ มาลีพันธุ์ และอาจารย์ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ คนทำงานศิลปะรุ่นใหม่อย่าง ดร.วิภาช ภูริชานนท์, ดร.ชานน (เคนจิ) แพร่พิพัฒน์มงคล มาร่วมกันพูดถึงอาจารย์มณเฑียรในแง่มุมของผู้คุ้นเคยและผู้มองตามหลัง

สไบแพร มุกดาประกร Managing Director ของ Estate of Montien และในฐานะหลานของอาจารย์มณเฑียร บอกถึงความตั้งใจของการ Talk ครั้งนี้ว่า ต้องการให้อาจารย์มณเฑียรเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อๆ ไปไม่ว่าจะเป็น Gen X Y หรือ Z เราจึงต้องการรักษา รวบรวม และรักษา Archive ไว้ การจัดงาน “ราวกับว่า–มณเฑียรยังอยู่” นอกจากระลึกถึงอาจารย์มณเฑียรแล้วก็ต้องการระดมทุนด้วย เพื่อนำมาซ่อมศิลปะของอาจารย์ให้คงอยู่ สามารถสื่อสารเล่าเรื่องให้คนรุ่นต่อไปได้ และอนาคตก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่เก็บผลงานอย่างเป็นระบบ

“อาจารย์มณเฑียรมีความคิดแตกต่าง นำสมัย และไม่ติดกรอบ นำวัสดุแปลกๆ ใหม่ๆ นานาชนิด มาถ่ายทอดผลงานใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง มีความหมาย จึงต้องการให้อาจารย์ส่งต่อแรงบันดาลใจ ให้คนรุ่นต่อๆ ไป”
บทสนทนา “ราวกับว่า–มณเฑียรยังอยู่” ผู้ทำงานศิลปะน้อยใหญ่ต่างแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเป็น “มณเฑียร” และต่างตอกย้ำว่า เขาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงคนสำคัญของวงการประติมากรรมสื่อผสมของประเทศไทยแห่งยุค วันนี้แม้อาจารย์มณเฑียรจะไม่อยู่ ก็เพียงกายที่ไม่ปรากฏเท่านั้น แต่ร่องรอยแนวคิดของอาจารย์ยังอวลอยู่ในบ้านสีขาวหลังเดิม บน Archiveที่ทรงคุณค่า รวมไปถึงความระลึกถึงของคนรุ่นหลังที่นำผลงานของอาจารย์ไปจัดแสดงอยู่เนืองๆ
จดหมายที่แบงค์โพสต์ถึงพ่อในวันเกิดทุกปี ทำให้ทุกคนร่วมนึกถึงอาจารย์มณเฑียรไปกับเขาด้วย เช่นเดียวกับเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในวัย 73 ปีหากอาจารย์ยังอยู่
“สุขสันต์ วันเกิด คุณพ่อ (อ. มณเฑียร บุญมา) ครบรอบ 73 ปี ครับ
ขอให้คุณพ่อมีความสุขมากๆ ในพื้นที่ห่างไกลนั้น เเละสามารถทำงานศิลปะที่คุณพ่อชอบได้ตลอดไปนะครับ
ในช่วงหลายปีมานี้ คนได้เห็นเเละได้รับรู้ชื่นชมผลงานคุณพ่อมากขึ้น เป็นเรื่องที่ดีนะครับรู้สึกดีใจ ที่คนยังให้ความสนใจงานคุณพ่อเสมอ ผมดีใจเเทนคุณพ่อมากเลย”
ผมคิดถึงเเละรักคุณพ่อเสมอครับ
จุมพงษ์ บุญมา (เเบงค์)
…อาจไม่ได้เป็นเพียงจดหมายของลูกถึงพ่อ แต่สะท้อนจากหัวใจของผู้สืบทอดมรดกแนวคิดศิลปะของ “มณเฑียร บุญมา” ตามที่เขาได้ฝากรอยทางไว้ให้ผู้คนได้ค้นหาความหมายแห่งชีวิตทั้งต่อตัวเองและต่อสรรพสิ่งแบบที่มณเฑียรกรุยทางไว้นิรันดร์
ภาพประกอบ : Montien Atelier เพจรวบรวมผลงาน/รูปภาพ/ความทรงจำ ของอ.มณเฑียร บุญมา โดยทายาท เเละ Estate of Montien Boonma
