เวลาที่พ่อแม่ต้องการฝึกวินัยให้ลูก ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียด ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กเล็กหรือวัยรุ่น ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้นการควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่ไมใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อควบคุมตัวเองไม่ได้ก็มักจะตะคอก หรือทำโทษลูกด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เคยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซ้ำร้ายยังอาจสร้างรอยแผลในใจลูกโดยไม่รู้ตัว เด็กที่ถูกตะคอกหรือถูกตีซ้ำ ๆ อาจต้องเผชิญกับ “ความเครียดที่เป็นพิษ” ซึ่งส่งผลกระทบยาวนานไปถึงอนาคต ตั้งแต่ความเสี่ยงในการเรียนไม่จบ ภาวะซึมเศร้า การติดยา ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย และโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่
เมื่อเป็นวิธีที่สร้างผลลบมากกว่า พ่อแม่ต้องหาวิธีการอื่น มีคำแนะนำให้ใช้ “วินัยเชิงบวก” (Positive Discipline) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสอนทักษะชีวิตที่สำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการมีวินัยในตนเอง วิธีการมีดังนี้
1. ใช้เวลาคุณภาพกับลูกแบบตัวต่อตัว เป็นหัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก โดยอาจใช้เวลาวันละ 20 นาที น้อยกว่านั้น 5 นาทีก็ยังได้ พ่อแม่ไม่สามารถบอกว่า “ไม่มีเวลา” อยู่ที่เรารักลูกมากพอหรือไม่ พ่อแม่สามารถใช้เวลากับลูกไปกับกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างจานไปด้วยกัน พร้อมร้องเพลง หรือพูดคุยสบาย ๆ ระหว่างตากผ้า” เป็นต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การให้ความสนใจกับลูกอย่างเต็มที่ ปิดทีวี วางโทรศัพท์ ให้ช่วงเวลานั้นเป็นของเรากับเขาจริง ๆ
2. ชื่นชมพฤติกรรมดี ๆ ของลูก แทนที่จะโฟกัสไปที่พฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก และรีบตำหนิทันที ซึ่งอาจทำให้ลูกเข้าใจผิดว่า การทำผิด คือวิธีหนึ่งที่จะได้รับความสนใจจากพ่อแม่ และอาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก จริงๆแล้ว เด็กจะเติบโตได้ดีเมื่อได้รับคำชม เพราะสิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และเป็นคนพิเศษ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ควรชื่นชมเขา จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี โดยไม่ต้องพึ่งการลงโทษ
3. สื่อสารความคาดหวังให้ชัดเจน โดยบอกลูกให้ชัดเจนว่าพ่อแม่อยากให้เขาทำอะไร จะได้ผลมากกว่าการบอกว่าห้ามทำอะไร เช่น แทนที่จะบอกว่า ‘อย่าซนนะ’ หรือ ‘เป็นเด็กดีนะ’ ลูกอาจไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าต้องทำอย่างไร ให้เปลี่ยนการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น เช่น “ช่วยเก็บของเล่นทั้งหมดใส่กล่องหน่อยนะ” จะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าคุณคาดหวังอะไร และมีแนวโน้มจะทำตามได้มากขึ้น แต่ความคาดหวังนั้นต้องเหมาะสมกับวัยและความสามารถของลูก เช่น ขอให้เงียบแค่ 10 นาที ตอนที่กำลังคุยงานทางโทรศัพท์ เป็นต้น จะมีความสำเร็จมากกว่าบอกว่าให้ลูกนั่งนิ่งทั้งวัน เป็นต้น
4. เบี่ยงเบนความสนใจอย่างสร้างสรรค์ เมื่อลูกเริ่มมีพฤติกรรมที่จัดการยาก การเบี่ยงเบนความสนใจลูกไปสู่กิจกรรมที่สร้างสรรค์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดี เช่น ชวนคุยเรื่องอื่น ชวนเล่นเกม พาไปทำกิจกรรมในอีกห้องหนึ่ง หรือพาออกไปเดินเล่น จะช่วยให้ลูกเปลี่ยนไปใช้พลังงานกับพฤติกรรมในทางบวกได้ การเบี่ยงเบนความสนใจไม่ใช่แค่การแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นการมองขาดของพ่อแม่ที่เห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าแล้วรีบแก้ทันที เช่น เมื่อลูกเริ่มกระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเมื่อเห็นพี่น้องเริ่มแย่งของเล่นกัน เพราะการเข้าไปจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
5. สื่อสารอย่างใจเย็นว่าทุกการกระทำมีผลตามมา ให้ลูกได้เรียนรู้ว่า “การกระทำทุกอย่างมีผลที่ตามมา” การช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งนี้ จะทำให้มีการปรับพฤติกรรมและเรียนรู้ความรับผิดชอบด้วยตัวเอง เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการให้ลูกมีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการอธิบายอย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าลูกกำลังขีดเขียนกำแพง ลองบอกว่าให้หยุด ไม่เช่นนั้นเขาจะหมดเวลาเล่น วิธีนี้ช่วยเตือนให้ลูกรู้ตัวและให้โอกาสเขาเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน หากลูกยังไม่หยุด คุณควรทำตามที่พูดไว้อย่างใจเย็น โดยไม่แสดงความโกรธ
อย่าลืมว่า หากลูกหยุดทำตามที่พ่อแม่ขอ อย่าลืมชื่นชมเขาอย่างจริงใจ เพราะนี่คือการสร้าง “วงจรบวก” ให้เขารู้ว่า พฤติกรรมดี ๆ ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน “การสื่อสารอย่างใจเย็นถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เป็นวิธีที่ดีในการสอนเด็ก ๆ ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเขา”
อย่างไรก็ตามความสม่ำเสมอ คือหัวใจของการเลี้ยงลูกเชิงบวก ดังนั้นพ่อแม่ควรทำตามสิ่งที่พูดไว้ให้ได้ และต้องแน่ใจว่าผลลัพธ์นั้นเหมาะสมและเป็นไปได้จริง พ่อแม่อาจยึดไม่ให้ลูกวัยรุ่นเล่นโทรศัพท์ 1 ชั่วโมง แต่หากยึดทั้งสัปดาห์ อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในความเป็นจริง

ย้ำว่าการสานสัมพันธ์กับเด็กเล็ก เพียงใช้เวลาง่ายๆก็สามารถสร้างช่วงเวลาดีๆได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่น ร้องเพลงด้วยกัน หรือเล่นกับลูก ซึ่งกิจกรรมต่างๆจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองได้อย่างดี หากเป็นลูกวัยโต เขาก็ต้องการคำชมเหมือนกัน เขาอยากเป็นที่ยอมรับในสายตาพ่อแม่ เขาจะดีใจมากหากพ่อแม่เต้นเล่นไปด้วยกัน หรือชวนคุยเรื่องนักร้องคนโปรดของเขา เป็นต้น ซึ่งลูกวัยรุ่นอาจไม่แสดงออกมากมาย แต่พวกเขารับรู้ได้ถึงความรักความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มอบให้ และหากถึงเวลาต้องกำหนดกติกาในบ้าน ให้ลูกมีส่วนร่วมโดยชวนลูกคุยอย่างจริงจัง และตัดสินใจร่วมกัน เพื่อกำหนดสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ รวมถึงผลลัพธ์หากไม่ปฏิบัติตาม จะช่วยให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่เข้าใจ และเคารพความเป็นตัวของเขา
เข้าใจดีกว่าพ่อแม่อาจเหนื่อยล้าจากการทำงาน การสอนวินัยให้ลูกอาจทำให้เกิดความเครียด มีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่รับมือกับช่วงเวลาเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น โดย 1. หยุดพักสักนิด แล้วถอยออกมาเล็กน้อย เป็นการกดปุ่มหยุดชั่วคราว และแนะนำ ให้ลองหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และทำอย่างนี้สัก 5 ครั้ง แล้วจะรู้สึกได้ว่าตัวเองสามารถใจเย็นและมีสติมากขึ้น
2. ถอยออกมาเพื่อดูแลตัวเอง เช่น หลังจากที่ลูกเข้านอนแล้ว ทำสิ่งที่ทำให้ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลาย เพราะการทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีได้นั้นเป็นเรื่องยาก หากไม่ให้เวลากับตัวเองเลยจะไปต่อได้ยาก 3. รู้จักชมตัวเอง หลายครั้งพ่อแม่อาจลืมไป อย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง “เราทำได้ดีแล้วจริง ๆ”
พ่อแม่ไม่ได้เครียดคนเดียวหรอกนะ พ่อแม่หลายล้านคนทั่วโลกต่างก็ต้องพยายามเหมือนกัน และบางครั้งก็พลาดได้เช่นเดียวกัน สำคัญคือต้องกล้าที่จะเริ่มใหม่และพยายามอีกครั้ง
ข้อมูล : https://www.unicef.org/thailand/th/parenting-hub/สอนลูกโดยไม่ทำร้ายจิตใจและเติบโตไปอย่างมีความสุข บทความโดยศาสตราจารย์ลูซี คลูเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์เด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
