สมาคมเภสัชกรรมการตลาด (ประเทศไทย) หรือ MPAT กำลังทบทวนและยกระดับบทบาทขององค์กรจากกรอบการส่งเสริมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและการจัดการผลิตภัณฑ์ยา ไปสู่บทบาทที่ครอบคลุม “การบริหารเภสัชกิจ” ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของระบบยา สู่ “สมาคมการบริหารเภสัชกิจ (ประเทศไทย)” โดยมุ่งให้วิชาชีพมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบสุขภาพที่สร้างคุณค่าแก่ผู้ป่วย ประชาชน และระบบสุขภาพไทยในระยะยาว
ในการสื่อสารครั้งนี้ ทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ MPAT ขอสะท้อนมุมมองร่วมขององค์กรในฐานะวิชาชีพ โดยมิได้เป็นความเห็นหรือคำแนะนำที่มุ่งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ หรือองค์กรใดเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นกลางทางวิชาการ โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI)
จาก “Product-based Management” สู่ “Value-Based Healthcare”
ทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ภก.ผดุงยศ พิสุทธาดามงคล และ ภญ.พนิดา ปัญญางาม และทีมงาน มองว่า ภาพของการบริหารเภสัชกิจในบริบทปัจจุบันไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การบริหารผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมทางการตลาด แต่ควรมองทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การคัดเลือก การจัดหา การกระจายยา การส่งมอบ การใช้ยาอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการติดตามและวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยและระบบสุขภาพ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายของระบบสุขภาพ ทั้งโรคอุบัติใหม่ สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรัง และความก้าวหน้าของยา ชีววัตถุ และการแพทย์เฉพาะบุคคล ขณะที่ทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด การตัดสินใจจึงจำเป็นต้องพิจารณามากกว่า “ราคา” หรือ“จำนวนผลิตภัณฑ์” แต่ต้องพิจารณาคุณค่า ผลลัพธ์ ความปลอดภัย คุณภาพ ความคุ้มค่า และผลกระทบตลอดวงจรการดูแล
เป้าหมายสำคัญคือการมีระบบยาที่มีความมั่นคง ประชาชนสามารถเข้าถึงยาและเทคโนโลยีสุขภาพที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพ ขณะเดียวกันระบบต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน

บทบาทการบริหารเภสัชกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ภายใต้กรอบการบริหารเภสัชกิจเชิงคุณค่า ทีมผู้บริหารสมาคมเภสัชกรรมการตลาด (ประเทศไทย) อธิบายว่า แนวคิดด้าน Value-Based Management ในมิติของการบริหารเภสัชกิจได้รับการริเริ่ม บุกเบิก และผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยแนวคิดริเริ่มจาก อาจารย์ ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมฯ อีกท่าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาด้านวิชาการ นโยบาย และการพัฒนาระบบยาแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะอดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ปรึกษากองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา
อาจารย์ ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารเภสัชกิจจากการมองผลิตภัณฑ์และต้นทุนรายรายการ ไปสู่การพิจารณาผลลัพธ์และคุณค่าที่แท้จริงต่อผู้ป่วยและระบบสุขภาพ ซึ่งเราจะเน้นผลลัพธ์ทางสุขภาพภายใต้ Value-Based Management ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมโรค การรอดชีวิต การฟื้นตัว การลดภาวะแทรกซ้อน และคุณภาพชีวิต ขณะที่ด้านความปลอดภัยรวมถึงการลดความคลาดเคลื่อนทางยา อาการไม่พึงประสงค์ และเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันได้
บทบาทของวิชาชีพควรครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนและกำหนดนโยบายด้านยา การคัดเลือกยา เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีสุขภาพ การประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย คุณภาพ และความคุ้มค่า ตลอดจนการจัดหา การจัดเก็บ การกระจาย และการบริหารสินค้าคงคลัง
ในระดับการดูแลผู้ป่วย ควรให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การดูแลด้านเภสัชกรรม การเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้ยา การติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกและผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย การวิเคราะห์ต้นทุนตลอดวงจรการดูแล (Total Cost of Care) มากกว่าการเทียบแค่ราคายาต่อรายการ ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดการรักษา โดยการติดตามวัดผล การใช้ข้อมูลและหลักฐานจากระบบบริการจริง
องค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือการกำกับดูแลอย่างมีธรรมาภิบาล และการบริหารจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การตัดสินใจด้านเภสัชกิจยึดประโยชน์ของผู้ป่วยและระบบสุขภาพเป็นหลัก

ยกระดับกำลังคนด้านการบริหารเภสัชกิจ
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องพัฒนากำลังคนในวิชาชีพเภสัชกรรมให้มีสมรรถนะมากกว่าความรู้ด้านผลิตภัณฑ์หรือการปฏิบัติงานเฉพาะด้าน บุคลากรด้านเภสัชกิจควรมีความสามารถด้านการบริหารจัดการ การวิเคราะห์ข้อมูล เศรษฐศาสตร์สุขภาพ การประเมินผลลัพธ์ การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการบริหารการเปลี่ยนแปลง
MPAT จึงมีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์ความรู้ด้านการบริหารเภสัชกิจ รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนา “วิทยาลัยการบริหารเภสัชกิจแห่งประเทศไทย” หรือ College of Pharmacy Administration of Thailand (CPAT) ภายใต้ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีท่านอาจารย์ รศ.ดร.ภก.กร ศรเลิศล้ำวาณิช เป็นประธาน CPAT
ตามแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับโครงสร้างของวิชาชีพ ทั้งวิจัย ข้อมูล และหลักฐานจากบริบทจริงของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรในด้านการบริหารเภสัชกิจ
อีกภารกิจสำคัญคือการส่งเสริมการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างหลักฐานจากบริบทจริงของประเทศไทย รวมถึงการประยุกต์ใช้ Real-World Data (RWD) และ Real-World Evidence (RWE) อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีหลักฐานรองรับ
การทำงานในระยะต่อไปควรเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล องค์กรวิชาชีพ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ป่วย เข้ามามีส่วนร่วมบนพื้นฐานของบทบาทที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
กรอบการดำเนินงานระยะเริ่มต้น
ในระยะเริ่มต้น MPAT สามารถผลักดันกรอบแนวคิดด้าน Value-Based Pharmacy Management และพัฒนาระบบการเรียนรู้และสมรรถนะของผู้นำด้านการบริหารเภสัชกิจ โดยให้ความสำคัญกับประเด็น เช่น outcome measurement, health economics, data analytics, digital health, value-based procurement, real-world evidence, governance และ change management
พร้อมกันนี้ อาจสนับสนุนโครงการนำร่องในประเด็นที่มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพและสามารถติดตามผลได้ เช่น การบริหารจัดการโรคเรื้อรัง การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือการบริหารยาและชีววัตถุที่มีมูลค่าสูง โดยการคัดเลือกประเด็นและรูปแบบโครงการควรผ่านกระบวนการที่โปร่งใส มีเกณฑ์ชัดเจน และเปิดเผยความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง
หลักการป้องกันและบริหารผลประโยชน์ทับซ้อน (COI)
ทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เห็นร่วมกันว่า ความน่าเชื่อถือขององค์กรวิชาชีพขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระของการตัดสินใจและความโปร่งใสของกระบวนการ ดังนั้น การดำเนินงานของ MPAT ควรยึดหลักสำคัญ ได้แก่ การเปิดเผยผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง การแยกบทบาทระหว่างผู้ให้ข้อมูล ผู้ตัดสินใจ และผู้ได้รับประโยชน์ การใช้หลักเกณฑ์และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และการมีระบบจัดการกรณีที่อาจเกิด COI อย่างเหมาะสม
ในกรณีที่มีความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ควรกำหนดขอบเขตความร่วมมือให้ชัดเจน ไม่ให้ผู้สนับสนุนมีอิทธิพลต่อข้อสรุปทางวิชาการ การกำหนดนโยบาย หรือการตัดสินใจที่ควรเป็นอิสระขององค์กรวิชาชีพ พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลการสนับสนุนและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส
ความสำเร็จของระบบเภสัชกิจ ต้องวัดจาก “คุณค่าที่เกิดกับผู้ป่วย”
ในมุมมองของทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ความสำเร็จของระบบเภสัชกิจในอนาคตไม่ควรถูกวัดจากจำนวนผลิตภัณฑ์ที่จัดหาได้ จำนวนรายการยาที่บริหารจัดการ หรือความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรติดตามผลและวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยและระบบสุขภาพ ทั้งด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต ความเหมาะสมในการใช้ทรัพยากร การลดความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทย
สาระสำคัญจากทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
การปรับบทบาทของ MPAT จึงมิใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์หรือชื่อเรียกขององค์กร แต่เป็นการยกระดับกรอบคิดจากการบริหารผลิตภัณฑ์ สู่การบริหารเภสัชกิจในมิติของระบบ โดยมีผู้ป่วย ผลลัพธ์สุขภาพ หลักฐานเชิงประจักษ์ ความคุ้มค่า ความเป็นธรรม และความยั่งยืนเป็นแกนกลาง
ทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ MPAT เชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดผลได้อย่างยั่งยืนเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาวิชาชีพ ด้วยความเป็นกลางทางวิชาการ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสังคม และการบริหารผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารเภสัชกิจเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพเชิงคุณค่าสำหรับประเทศไทย
(บทสัมภาษณ์ในนามทีมผู้บริหารและคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมเภสัชกรรมการตลาด (ประเทศไทย) หรือ MPAT)
