การรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยได้รับความนิยมไม่น้อย หลังจากเทรนด์ Wellness และ Longevity มาแรง ด้วยเป็นศาสตร์ที่เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มุ่งเน้นปรับธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์ ด้วยอาหาร พฤติกรรม และสมุนไพร ซึ่งแนวทางการดูแลสุขภาพดังกล่าวเป็นที่ยอมรับมากขึ้น พท.จิตรภาณุ สุวรรณชัยศักดิ์ อาจารย์แพทย์แผนไทยโรงเรียนภัทรเวชสยาม การแพทย์แผนไทย และผู้อำนวยการเวชปฏิบัติ มหาวิทยาลัยชินวัตร ผู้ก่อตั้งจิตตะคลินิก เล่าว่า การดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างมากในเวลานี้ โดยเฉพาะการแก้ไขอาการนอนไม่หลับ และปวดไมเกรน ที่ขาดไม่ได้ คือศาสตร์การนวดไทย
และโรคบางโรค เช่น ฝีดาษลิง ที่มีผู้ป่วยมากขึ้นในประเทศไทยก็รักษาได้ดีด้วยแพทย์แผนไทย ซึ่งจัดอยู่ในไข้พิษไข้กาฬตามการบันทึกในพระคัมภีร์ตักศิลา สามารถใช้ตำรับตักศิลารักษาได้ด้วยการกระทุ้งพิษออกให้หมด ตัดรากไข้ และแปรไข้ เพื่อป้องกันการแทรกซ้อนได้อย่างดี
นอกจากนี้ยังมีตำรับยาอื่นๆ ที่ช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้แก่
ตรีผลา ประกอบด้วยสมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม มีประโยชน์ช่วยปรับธาตุ ล้างพิษในระบบทางเดินอาหาร และระบบเลือด ช่วยเรื่องการขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ทานปรับสมดุลได้ต่อเนื่อง
ตำรับยาเบญจกูล ประกอบด้วย ดอกดีปลี รากชะพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง เหง้าขิงแห้ง มีประโยชน์ในการกระตุ้นธาตุไฟ กระพือธาตุลม ปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 เหมาะกับผู้ที่ธาตุไฟหย่อน ท้องอืดง่าย ร่างกายเย็น หรือใช้ปรับธาตุก่อนการรักษาอื่นๆ
ตำรับยาจันทลีลา ซึ่งประกอบไปด้วย โกฐสอ โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา จันทน์เทศ จันทน์แดง ลูกกระดอม บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก มีประโยชน์ในการแก้ไข้เปลี่ยนฤดู ไข้ตัวร้อน ตัวยาสุภาพ ไม่กระทบกระทั่งตับไตเหมือนการใช้ยาเดี่ยวปริมาณสูง
นอกจากนี้ยังมียาเดี่ยวที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับโดยทั่วไปแล้วว่าช่วยรักษาโรคโควิดได้ อย่าง “ฟ้าทะลายโจร” ที่มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ไอ ลดอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนบน นอกจากนี้ก็มี “ขมิ้นชัน” ซึ่งมีสรรพคุณต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร “กระชายขาว” มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ต้านการอักเสบ “มะขามป้อม” มีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงเสียง อุดมด้วยวิตามินซีสูง
ดังนั้นจึงอยากให้คนทั่วไปมองแพทย์แผนไทยให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการนวดเท่านั้น เพราะสมุนไพรไทยของเราดีมาก มีสรรพคุณในการรักษาและป้องกันโรคได้อย่างดี เพียงแต่เราใช้กันไม่ถูกวิธี มาจากคนทั่วไปมักกินสมุนไพรเดี่ยวเป็นหลัก ไม่ใช่ยาตำรับ ซึ่งสมุนไพรเดี่ยวนั้นไม่ควรกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี
“การกินสมุนไพรที่ดีควรปรึกษาแพทย์แผนไทยก่อนการกินทุกครั้ง แพทย์จะให้คำแนะนำว่าควรกินอะไรดี และกินปริมาณเท่าไหร่ โดยเฉพาะสมุนไพรเดี่ยวจะมีฤทธิ์ไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน เช่น ฟ้าทะลายโจรที่เรากินชนิดแคปซูลกัน จะมีฤทธิ์เย็นจัด หากกินติดต่อกันนานเกินไป จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุล เช่น ตับทำงานหนักขึ้น หรือเกิดภาวะแขนขาอ่อนแรงจากฤทธิ์เย็น จึงแนะนำให้กิน 5–7 วันแล้วหยุดพักไป 5–7 วัน เทียบกับยาตำรับ (Polyherbal Formulation) ได้ออกแบบมาให้มีตัวยาหลัก ตัวยาช่วย ตัวยารอง และตัวยาคุมฤทธิ์/แทรกยา จึงมีความปลอดภัยสูงกว่า สามารถทานต่อเนื่องได้ยาวนานกว่า เพื่อปรับสมดุลตามระยะเวลาที่แพทย์แผนไทยกำหนด แต่เมื่ออาการหายดีแล้วก็ควรหยุดยาเช่นกัน ไม่ควรกินไปตลอดนานๆ โดยไม่มีข้อบ่งชี้”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปิดรับการดูแลสุขภาพด้วยแพทย์แผนไทย แต่ พท.จิตรภาณุ ยังเห็นว่าการที่จะผสมผสานการรักษากับแผนปัจจุบัน โดยจ่ายสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันยังไม่มากนัก ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาด้วยแผนไทย คือ ปัญหาลักลอบใส่ยาสเตียรอยด์ หรือยาแผนปัจจุบันที่ยังคงมีอยู่ เช่น ใส่ยาแก้ปวดลงในยาลูกกลอน ยาต้มเถื่อน เพื่อให้เห็นผลเร็ว ซึ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อตับและไตโดยตรง รวมถึงการกินสมุนไพรเดี่ยวแบบผิดวิธี จากการที่คนไข้มักซื้อมากินเองต่อเนื่องเป็นปี เพราะคิดว่าเป็น “ธรรมชาติคงไม่มีอันตราย” ส่งผลให้ตับและไตต้องทำงานหนักในการกำจัดสารบางชนิด
นอกจากนี้ต้องยอมรับว่ายาไทยขาดงานวิจัย Pharmacokinetics ทางสากล เป็นเพราะยาตำรับไทยมีตัวยาสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน การหาปฏิกิริยาต่อตับและไตในระดับโมเลกุลทำได้ยาก แพทย์แผนปัจจุบันจึงเลือกตัดความเสี่ยงด้วยการสั่งให้ “หยุดทานทั้งหมด” เพื่อความปลอดภัยของคนไข้
ในความคิดของ พท.จิตรภาณุ มองแนวทางแก้ไขว่า คลินิกแพทย์แผนไทยต้องสั่งใช้ยาที่ได้มาตรฐาน GMP/พิสูจน์แหล่งที่มาได้ มีทะเบียนตำรับยาถูกต้อง และตรวจติดตามผลเลือด (LFT, BUN, Cr) ของคนไข้เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน
ส่วนการนวดเป็นสาขาของศาสตร์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับก็จริง แต่ก็ยังมีการนวดโดยหมอนวดที่ไม่มีคุณวุฒิพอสมควร ต้องช่วยกันยกระดับเรื่องนี้ รวมถึงการฝังเข็มที่ตกเป็นข่าว ซึ่งตามกฎหมายต้องทำในสถานพยาบาล และต้องทำโดยแพทย์แผนจีนที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนเท่านั้น และสามารถทำโดยแพทย์แผนปัจจุบันหากผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อเกิดข่าวหมอเถื่อนหรือการฝังเข็มที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคลินิกซึ่งเป็นสหคลินิกไม่มีผลกระทบ เพราะมีแพทย์จีนที่มีใบอนุญาตชัดเจน และเราก็จะอธิบายกับคนไข้ตลอดว่าการฝังเข็มต้องทำโดยแพทย์แผนจีนเท่านั้น แพทย์แผนไทยไม่สามารถทำได้
ทั้งนี้การที่เราเป็นสหคลินิกก็เพื่อสร้างทางเลือกในการรักษาให้คนไข้ เราจึงให้การรักษาศาสตร์ทั้งไทยและจีน ซึ่งผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่มาด้วยโรคออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ปวดเข่า นอนไม่หลับ อัมพฤกษ์-อัมพาต ซึ่งรักษาโดยการฝังเข็มโดยแพทย์จีนที่คลินิก ซึ่งจะมีการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า ครอบแก้ว หรือหากกลัวเข็มจะสามารถนวดรักษาได้ ช่วยปรับสมดุลร่างกายและจ่ายยาสมุนไพรร่วม
ในส่วนของการเพิ่มบุคลากรแพทย์แผนไทยนั้น พท.จิตรภาณุประเมินว่าตอนนี้มีผู้สนใจเรียนมากขึ้น ปัจจัยกระตุ้นอย่างชัดเจนจริงๆ แล้วมาจากเรื่อง “กัญชา” ซึ่งปัจจุบันเป็นสมุนไพรควบคุม ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการรักษาผู้ป่วย โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ออกกฎกระทรวงใหม่ ว่าด้วยการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า พ.ศ. 2569 เพื่อกำกับดูแลการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้ปลอดภัยและชัดเจนขึ้น กำหนดให้กัญชาใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น โดยช่อดอกกัญชาต้องจ่ายผ่านใบสั่งที่เรียกว่า ภ.ท.33 ออกโดยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน และจ่ายไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง มองว่าประเด็นนี้เป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญเรื่องหนึ่งให้คนทั่วไปสนใจหันมาเรียนแพทย์แผนไทยมากขึ้น
