back to top

โรคความดันโลหิตสูง ซ่อนภัยสุขภาพรุนแรง

โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ที่มักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคไตเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดความพิการ และเสียชีวิตได้

ข้อมูลเมื่อปี 2567 องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 1.4 พันล้านคน ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง มีประมาณ 600 ล้านคน ไม่ทราบว่าตนเองป่วย ขณะที่ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 67 – 68 พบว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 29.5% หรือประมาณ 17 ล้านคน

กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์กลุ่มเสี่ยง และประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ที่โรงพยาบาล สถานบริการสาธารณสุข หรือสถานีสุขภาพ (Health Station) ใกล้บ้าน เพื่อเฝ้าระวังค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความดันโลหิต คือ แรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย สามารถวัดได้ 2 ค่า ได้แก่ ค่าความดันโลหิตตัวบน คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว และค่าความดันโลหิตตัวล่าง คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว

โดยค่าความดันโลหิตแบ่งระดับได้ดังนี้

  1. ค่าที่เหมาะสม ตัวบนไม่ควรเกิน 120 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่างไม่ควรเกิน 80 มิลลิเมตรปรอท
  2. หากค่าความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 130 – 139 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่างอยู่ระหว่าง 80 – 89 มิลลิเมตรปรอท ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  3. ส่วนผู้ที่มีค่าความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
  4. ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 180 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และตัวล่างตั้งแต่ 110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือเป็นภาวะวิกฤติ ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ทั้งนี้ การวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำและถูกต้อง คือ ควรนั่งพักอย่างน้อย 5 นาที นั่งบนเก้าอี้ หลังตรงพิงพนัก เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นไม่ไขว่ห้าง งดดื่มชาหรือกาแฟ และไม่สูบบุหรี่ก่อนทำการวัด 30 นาที รวมถึงงดการพูดคุยระหว่างวัด โดยวางแขนไว้บนพื้นโต๊ะเรียบ ให้ผ้าพันแขนวัดความดัน (arm cuff) อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ไม่เกร็งแขน และไม่กำมือขณะวัดความดันโลหิต

การหมั่นตรวจวัดและรู้ค่าความดันโลหิตของตนเอง จะช่วยให้สามารถประเมินสุขภาพและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันและควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ควบคุมน้ำหนัก โดยมีค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ ลดความเครียด งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM 2.5 แนะนำให้ประชาชนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ พร้อมบันทึกค่าความดันโลหิตจากการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมระดับความดันโลหิต ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรหยุดยาเอง และควรเข้ารับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง