เดือน พ.ค. ของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพจิต (Mind Month) ตลอดเดือนนี้ กรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ตลอดทั้งเดือน
สำหรับภัยเงียบเชิงสังคม 3 ด้านที่ต้องช่วยกันโฟกัส ได้แก่
- จำนวนผู้ป่วยจิตเวชและผู้ได้รับผลกระทบจากสารเสพติดที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านรายในปี 2563 เป็น 3.5 ล้านรายในปี 2567
- ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตาย ปี 2567 ระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงถึง 5,217 ราย คิดเป็น 8.02 ต่อแสนประชากร หมายถึงมีคนไทยจบชีวิตตนเองเฉลี่ยวันละ 15 ราย หรือ 1 รายในทุก 2 ชั่วโมง และมีตัวเลขผู้พยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 33,926 รายต่อปี
- ผลการคัดกรองผ่านระบบ Mental Health Check-In ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 – 20 ก.พ. 2568 ในผู้ใช้งานกว่า 6.15 ล้านราย พบว่าประชากรมีความเสี่ยงซึมเศร้า 9.14% มีความเครียดสะสมระดับสูง 7.87% และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 5.18% โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปี หรือกลุ่มวัยทำงานตอนต้นและนักศึกษา มีสถิติความเสี่ยงสูงสุดในทุกมิติ
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “Life-Saving Narrative : สื่อกู้ชีวิตในวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤติใจ” เป็นอีกกิจกรรมที่จะสื่อสารออกไปเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในสังคมไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีภาคีเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ประกอบด้วย ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา x สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย x กลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า x เครือข่ายก่อการต้านเศร้า โดยการสนับสนุนของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
นางสาวฐิตินบ โกมลนิมิ กลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า เล่าถึงสถานการณ์ว่า ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อการฆ่าตัวตาย ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2542 มีสถิติการฆ่าตัวตาย 8 คนต่อแสนประชากร จนกระทรวงสาธารณสุขต้องทำการศึกษาทางระบาดวิทยา แล้วสถิติก็ลดลงเหลือ 6 คนต่อแสนประชากร แต่กลับมาเพิ่มเป็น 8 คนต่อแสนประชากรอีกครั้งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากนั้นจึงลดลงอีก


เมื่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเช่นนี้ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียนที่ครอบครัวต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนด้านต่างๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ยาที่มีราคาแพงขึ้นและขาดแคลน จึงมีแนวโน้มที่สถิติการฆ่าตัวตายจะกลับไปอยู่ที่ 8 คนต่อแสนประชากร
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต ระบุว่า ตัวเลขการฆ่าตัวตายในประเทศไทยที่ปรากฏอย่างเป็นทางการนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะบางครอบครัวไม่ได้แจ้งสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งพบว่ากลุ่มที่มีอัตราพยายามจบชีวิตตนเองสูงสุดคือ กลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาอายุ 15-19 ปี
สาเหตุการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มาจากการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และปัญหาความสัมพันธ์ ปัจจัยที่สามารถป้องกันการสูญเสียได้ ได้แก่ การเข้าถึงบริการสุขภาพ ชุมชนที่เข้มแข็ง และครอบครัวที่อบอุ่น

และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการเลียนแบบ โดยช่วยกันระมัดระวังในการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตาย ไม่ควรนำเสนอรายละเอียดของเนื้อหาและวิธีการ เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบ แต่ควรช่วยกันนำเสนอทางออก เช่น การโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายช่องทางโดยนำ AI มาช่วยให้คำปรึกษาเบื้องต้น หรือการใช้งานแอปพลิเคชัน Sati ที่พัฒนาโดยภาคเอกชนและมีอาสาสมัครผ่านการอบรมคอยรับฟังปัญหา ซึ่งแม้เพียงมีความเครียดก็สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้
ประเด็นสำคัญคือ คนรอบข้างต้องสังเกตสัญญาณความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตาย เช่น มีพฤติกรรมแยกตัว เก็บตัว พูดถึงความตายบ่อยๆ อารมณ์ฉุนเฉียว หรือมีความเครียดสะสมจนมองว่าปัจจุบันย่ำแย่และอนาคตไร้ทางออก
คนใกล้ชิดต้องรับฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเขา รับฟังโดยไม่รีบหาคำตอบ เพื่อให้เข้าใจว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาคืออะไร เราสามารถถามอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำถามเปิดว่า “อยากจะฆ่าตัวตายไหม” ซึ่งเขาอาจบอกความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างถูกทาง ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะคนที่ไม่คิดก็จะไม่คิด แต่สำหรับคนที่กำลังคิด เขาจะมีโอกาสได้ระบายความรู้สึก และได้รับการส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาต่อไป
ผศ. (พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวว่า การฆ่าตัวตายของคนหนึ่งคนส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างน้อย 6 คน เช่น คู่สมรส ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเพื่อนสนิท แม้จะเป็นการสูญเสียกะทันหันคล้ายกับการสูญเสียจากอุบัติเหตุ แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากคือ บาดแผลทางใจของผู้ที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งมักโกรธและโทษตัวเอง ต้องเผชิญกับสายตาหรือการตีตราจากสังคมจนเกิดความละอาย ไม่กล้าบอกว่าสาเหตุที่แท้จริงของการจากไปคือการฆ่าตัวตาย และมีอย่างน้อย 10% ของผู้ได้รับข่าวสารที่เกิดความสะเทือนใจ

“ที่น่าวิตกคือ คนรอบข้างของผู้ที่ฆ่าตัวตายมักคิดวนซ้ำๆ และโทษตัวเองอยู่ตลอด มีแต่คำถามว่า ‘ทำไมเขาถึงทำอย่างนี้’ ดังนั้น สุขภาวะทางปัญญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้คนเห็นคุณค่าในตัวเอง เติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่าและไร้ความหมาย เยียวยาความทุกข์จากความโดดเดี่ยว ลดความกลัว และยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต”
พลังบวกในใจจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นางจารุภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา กล่าวว่า สุขภาวะทางปัญญา หรือ Spiritual Health มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกคน เพราะช่วยให้เข้าใจความจริงของชีวิต มองเห็นคุณค่าในตนเอง และค้นพบความหมายของการดำรงอยู่
“การเข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าและความหมายของชีวิต กล้าเผชิญด้านมืดของตนเองและสังคม รับฟังผู้อื่น สร้างพื้นที่ปลอดภัย เคารพความแตกต่างหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือทิศทางการขับเคลื่อนงานสุขภาวะทางปัญญา เพื่อสร้างสังคมที่ผู้คนอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกัน”


