back to top

เข้าใจวัยชรา

สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัยเป็นที่แน่นอน เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลงทุกวัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี แต่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน เด็กที่เกิดใหม่ในวันนี้จึงไม่สามารถทดแทนประชากรรุ่นพ่อแม่ได้ ดังนั้นในหลายบ้านเราจะเห็นผู้สูงวัยมากกว่าเห็นเด็กเล็ก

เมื่อแต่ละบ้านล้วนมีผู้สูงอายุ ซึ่งเขามีสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงทุกวัน เป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องพึ่งพิง ทั้งร่างกายและจิตใจ การต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษอาจทำได้ในบางครอบครัว แต่ก็ทำได้ยากในหลายครอบครัวเช่นกัน แต่เมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่ร่วมกัน ก็ต้องดูแลกันและกันไปในระยะยาว สิ่งที่ลูกหลานจะอยู่กับผู้สูงวัยได้ คือ “ความเข้าใจเท่านั้น”

สิ่งที่เราต้องพยายามทำความเข้าใจให้มาก อยู่ที่การมองให้เห็นสาเหตุของปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

  • -การสูญเสียและพลัดพรากจากบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลอันเป็นที่รัก อาทิ คู่ชีวิต เพื่อน สมาชิกในครอบครัว
  • -ความรู้สึกเศร้า และกังวลว่าตนเองจะถึงแก่ความตายในอนาคตอันใกล้
  • -ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต เนื่องจากไม่ได้ทำงาน สภาวะการเงินที่เปลี่ยนไป การขาดรายได้ การสูญเสียสถานภาพและบทบาททางสังคม
  • -การรู้สึกว่าตนเองต้องเป็นภาระ ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ น้อยใจ กลัวถูกทอดทิ้ง ฟุ้งซ่าน
  • -การคิดซ้ำ ๆ เกี่ยวกับเรื่องในอดีต อยากย้อนเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์บางอย่าง
  • -การเก็บตัว ปลีกวิเวก ไม่กล้าเข้าสังคม

ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และยังมาจากโรคที่เกิดขึ้นจากความเสี่อมของร่างกายที่มีผลต่อจิตใจ  ทำให้เกิด

  • -ภาวะอารมณ์แปรปรวน
  • -ภาวะเครียด วิตกกังวล
  • -โรคจิตเภท
  • -โรคสมองเสื่อม
  • -กลุ่มอาการต่าง ๆ ผู้สูงอายุก็มีอาการหลงผิดคิดว่าตนป่วย

พ่อแม่ปู่ย่าตายายในบ้านอาจปกติดี แต่อาจหงุดหงิดบ้าง เพราะร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ทันใจเหมือนในอดีต หลงลืมตามวัย หรือว่าจริงๆแล้วมีปัญหาสุขภาพจิตเล่นงาน ให้พิจารณาสัญญาณต่อไปนี้ และปรับวิธีการดูแลอย่างเหมาะสมแต่เนิ่นๆ

  • 1.พฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น กินมากขึ้นหรือน้อยลง เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อในบางราย
  • 2.อาการง่วง เซื่องซึม นอนหลับมากกว่าปกติ หรือมีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้ายติดต่อกันหลายคืน
  • 3.อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย หงุดหงิด เครียด ซึม ฉุนเฉียว วิตกกังวล
  • 4.พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ซึมลงหรือแจ่มใสมากผิดปกติ พูดน้อยลงหรือพูดเยอะขึ้น เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
  • 5.อาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่หาสาเหตุไม่พบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว

แนวทางการดูแลสภาพจิตใจของผู้สูงอายุให้แจ่มใส

  1. -ให้ความรักและความอบอุ่น : หมั่นพูดคุย ใกล้ชิด ให้ความรัก ความอบอุ่น สร้างเสียงหัวเราะ รวมถึงหาเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น กินอาหารด้วยกัน ทำบุญ ท่องเที่ยว ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอุ่นใจ รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและมีความสำคัญ
  2. -ให้เกียรติ : ระมัดระวังคำพูดและท่าทางที่แสดงออกต่อผู้สูงอายุ ไม่แสดงความรำคาญ ไม่ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือจับผิดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้ผู้สูงอายุจะดื้อหรือเอาแต่ใจ
  3. -ส่งเสริมให้เกิดความสงบภายใน : ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ ผ่อนคลาย และปล่อยวาง ปรับตัวและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง รวมถึงเรื่องความตาย ผ่านการควบคุมลมหายใจ ฝึกคิดอย่างยืดหยุ่นและคิดแง่บวก
  4. -ส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเอง : ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจและมีความเชื่อมั่นในตนเอง โดยอาจปล่อยผู้สูงอายุพยายามช่วยเหลือตนเองในเรื่องง่าย ๆ เช่น กิจวัตรประจำวัน หรืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เกินกำลังและไม่เป็นอันตราย
  5. -ฝึกระบบความคิด : ส่งเสริมความสามารถของผู้สูงอายุด้านความจำ การฝึก การวางแผน และการแก้ไขปัญหาเพื่อชะลอความเสื่อมของสมองในด้านต่าง ๆ เช่น ฝึกการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ลองทำกิจกรรมด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด หรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ
  6. -ส่งเสริมการเข้าสังคม : ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มวัยอื่น ๆ เพื่อพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกผ่อนคลาย ลดปัญหาการเก็บตัวหรือปลีกวิเวกจากสังคม
  7. -ผ่อนคลาย : ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการเพื่อส่งเสริมความรู้สึกสนุกสนาน ด้วยการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า อาทิ การเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรืองานอดิเรกที่ชอบ เช่น เปตอง รำวง เต้นแอโรบิค เป็นต้น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายและลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
  8. -ฝึกสมอง : เล่นเกมที่ช่วยฝึกฝนด้านความจำหรือฝึกสมอง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา การจัดลำดับความคิด เช่น หมากรุก อักษรไขว้ ต่อคำ ต่อเพลง คิดเลข หรือการจดจำข้อมูลต่าง ๆ เช่น วัน เวลา สถานที่ บุคคล หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น
  9. -เป็นที่ปรึกษา : สังเกตปัญหาและรับฟังความต้องการของผู้สูงอายุ หมั่นสอบถามสารทุกข์สุขดิบเสมอ แสดงความเห็นใจ เข้าใจ รับฟัง และให้ผู้สูงอายุได้ระบายความรู้สึก ร่วมกันหาแนวทางในการปรับตัวกับปัญหา
  10. -ส่งเสริมการออกกำลังกาย : ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง คล่องแคล่ว มีกำลังวังชา สามารถตอบสนองความต้องการทางกายภาพได้อย่างเหมาะสมผ่านการฝึกกายบริหาร โยคะ รำมวยจีน หรือการออกกำลังกายประเภทอื่น ๆ ที่เหมาะสมวันละ 15-30 นาที

…แต่หากรับมือไม่ไหวจริงๆ อย่าปล่อยให้เกิดปัญหาบานปลาย ให้ปรึกษากันในครอบครัว ผลัดกันมาดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ควรให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดูแล หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323

ข้อมูล : กรมกิจการผู้สูงอายุ