ที่บ้านไม่เคยขาดอะไรเลย ข้าวปลาอาหารมีพร้อม พ่อแม่ส่งให้ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ไม่เคยโดนตี เห็นพ่อแม่ทะเลาะเสียงดังกันบ้างตามประสา แต่ไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ หากมองจากภายนอก ก็ปกติทั่วไป ถือว่าโชคดีเสียด้วยซ้ำ
แต่พอโตขึ้น ทำไมบางคนกลับรู้สึกว่างเปล่า โหวงๆ อยู่ข้างในอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ก็ไม่ได้มีความทรงจำเลวร้ายอะไร
คนกลุ่มนี้อาจเป็นผู้ใหญ่ที่พูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ จนติดปาก ไม่ค่อยปฏิเสธใคร และไม่กล้าขอความช่วยเหลือ บางครั้งการที่พวกเขาบอกว่าไม่เป็นไร ก็ไม่ได้หมายความว่าเข้มแข็งหรือจัดการความรู้สึกได้เก่งอย่างที่คนอื่นเข้าใจ พวกเขาอาจแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไร หรือไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าความรู้สึกแบบไหนที่ตัวเองมีสิทธิ์แสดงออกมา
เราคุ้นเคยกับการมองว่าพ่อแม่ที่ดีคือคนที่เลี้ยงลูกให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีบ้านให้อยู่ มีเงินให้เรียน มีอาหารให้กิน สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโต แต่ยังมีอีกเรื่องที่มองไม่เห็นและพูดถึงกันน้อยกว่า นั่นคือการดูแลความรู้สึกของเด็กคนหนึ่ง
ดร. จอนิซ เว็บบ์ (Jonice Webb) ผู้เขียนหนังสือ Running on Empty อธิบายเรื่องนี้ผ่านแนวคิด Childhood Emotional Neglect หรือการถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็ก หมายถึงการที่พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูไม่ได้ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเด็กอย่างเพียงพอ
การถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็กไม่ได้เกิดจากการกระทำที่รุนแรงเสมอไป บางครั้งมันเกิดจากสิ่งที่ควรมี แต่กลับไม่มี เด็กอาจไม่ได้ถูกทำร้าย ไม่ได้ถูกดุด่าทุกวัน แต่กลับไม่เคยมีใครถามอย่างจริงจังว่าเขารู้สึกอย่างไร
ลองนึกถึงช่วงวัยเด็กกลับมาจากโรงเรียนด้วยท่าทีซึมๆ เพราะทะเลาะชกต่อยกับเพื่อน หรือเสียใจที่สอบได้คะแนนไม่ดี สิ่งที่เขาต้องการในเวลานั้นอาจไม่ใช่คำสอนหรือคำแนะนำ แต่อาจเป็นเพียงใครสักคนที่รับฟังและถามว่า “เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนมั้ย”
แต่สิ่งที่เด็กบางคนได้รับกลับเป็นคำพูดอย่าง
“เรื่องแค่นี้เอง จะร้องทำไม”
“เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง”
“อย่าคิดมาก เอาเวลาไปอ่านหนังสือ”
พ่อแม่อาจไม่ได้พูดเพราะต้องการทำร้ายลูก บางคนเชื่อว่าการสอนให้ลูกอดทน ไม่ร้องไห้ และไม่คิดมาก จะช่วยให้เติบโตเป็นคนเข้มแข็ง แต่สำหรับเด็กที่กำลังเสียใจ คำพูดเหล่านั้นอาจทำให้เขาเริ่มคิดว่าความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญ หรือการแสดงความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
เด็กบางคนจึงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง ไม่เล่าปัญหาให้ใครฟัง ไม่อยากทำให้พ่อแม่เป็นห่วง และพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง การที่เด็กคนหนึ่งไม่เคยสร้างปัญหาให้พ่อแม่จึงไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีปัญหาเสมอไป บางครั้งเขาเพียงเรียนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดออกมา
เมื่อโตขึ้น เด็กคนนั้นอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใครๆ ชื่นชม ทำงานเก่ง รับผิดชอบสูง พึ่งพาตัวเองได้ และพร้อมช่วยเหลือคนรอบข้าง แต่เมื่อถึงวันที่ตัวเองมีปัญหา กลับไม่รู้ว่าจะหันไปหาใคร ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะรู้สึกว่าการต้องพึ่งพาคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย หรืออาจกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นภาระ
บางคนอาจไปไกลกว่านั้น คือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร เมื่อเจอเรื่องกระทบใจกลับนิ่งเฉย อธิบายความรู้สึกไม่ถูก หรือเลือกทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ข้างในกำลังมีความเสียใจหรือความผิดหวังสะสมอยู่
และหลายคนก็อาจไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กคือสิ่งเดียวที่พวกเขารู้จัก เมื่อไม่เคยมีใครรับฟัง ก็ไม่รู้ว่าการมีคนรับฟังเป็นอย่างไร เมื่อไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองสามารถอ่อนแอต่อหน้าคนในครอบครัวได้ คิดว่าการต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลับไปโทษพ่อแม่เสมอไป เพราะพ่อแม่เองก็อาจเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยพูดถึงความรู้สึก ไม่เคยแสดงความอ่อนโยน หรือไม่รู้ว่าจะรับมือกับอารมณ์ของลูกอย่างไร พวกเขาอาจตั้งใจเลี้ยงดูเราอย่างดีที่สุด ตามความรู้และประสบการณ์ที่ตัวเองมี
แต่การยอมรับว่าพ่อแม่มีข้อจำกัด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง หรือมองข้ามสิ่งที่เคยขาดหายไปในวัยเด็ก
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาจไม่ได้หมายถึงการต้องอดทนให้เก่งขึ้น หรือพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเหมือนที่เคยทำมาตลอด แต่เริ่มจากการหัดถามตัวเองว่า วันนี้เรารู้สึกอย่างไร กำลังเหนื่อยหรือเปล่า และมีอะไรบ้างที่เราอยากขอจากคนอื่นแต่ไม่เคยกล้าพูด
เราไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กได้ แต่เมื่อโตพอที่จะเข้าใจตัวเอง เราอาจเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ปฏิบัติต่อความรู้สึกของตัวเองแบบเดียวกับที่เคยได้รับมา
