back to top

แพทย์เตือน อาการไอเรื้อรังในเด็ก สัญญาณเตือนโรคปอดที่ไม่ควรมองข้าม

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หายๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริงๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

พญ.สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต จะมาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบใดที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดโดยไม่รู้ตัว

อาการไอเป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ สามารถพิจารณาได้จากระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ โดยปกติหากเป็นอาการไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และอาการจะดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่หากเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า “ไอเรื้อรัง” ถือเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

การไอเรื้อรังในเด็กสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ปัจจัยใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือโรคภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค

พญ.สุธิดา เสริมว่า วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็กๆ ก็สามารถเป็นได้ โดยส่วนใหญ่วัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเมื่อเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือมีอาการไอเรื้อรัง และในเด็กเล็กบางรายอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้น ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ถือเป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กสามารถทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และการตรวจเสมหะ ซึ่งมักไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มักขับเสมหะออกมาได้ยาก หากพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละรายและตามความรุนแรงของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เด็กมีอาการดีขึ้นโดยเร็ว

พญ.สุธิดา ทิ้งท้ายว่า อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น ผู้ปกครองควรดูแลลูกให้ดีเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากการพาเด็กไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศสะอาดและถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป หากเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้เสมหะเหนียว และไม่ควรซื้อยาแก้ไอให้รับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการรักษาที่ดีเริ่มจากความเข้าใจในทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้เด็กกลับมาสดใส ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง