“ไวรัสฮันตา” จากกรณีพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนบนเรือสำราญต่างประเทศ ขณะนี้กรมควบคุมโรคกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเพิ่มความเข้มข้นการเฝ้าระวังที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และระบบเฝ้าระวังภายในประเทศ ยืนยันปัจจุบันยังไม่พบรายงานการระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้สรุป 10 ประเด็นสำคัญการระบาดของเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญ ดังนี้
ข้อมูลสถานการณ์และตัวเชื้อ
1. การระบาดบนเรือ: พบผู้ป่วยรวม 7 รายบนเรือสำราญ MV Hondius โดยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย และอยู่ใน ICU 1 ราย
2. เชื้อที่สงสัย: คาดว่าเป็นสายพันธุ์ Andes virus จากอเมริกาใต้ ซึ่งมีความพิเศษคือ “อาจแพร่จากคนสู่คนได้” ในบางกรณี
การติดต่อและอาการ
3. จากสัตว์สู่คน: สูดดมละอองจากสิ่งขับถ่าย (ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย) ของสัตว์ฟันแทะที่ติดโรคในพื้นที่ปิด
4. จากคนสู่คน: อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเกิดจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมร่วมกัน หรือการใกล้ชิดกันมาก
5. อาการรุนแรง: ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ (HPS) ไข้ ปอดบวมเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้รวดเร็ว
6. ระยะฟักตัว: ใช้เวลาประมาณ 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อ
การจัดการและความเสี่ยง
7. ประวัติเสี่ยง: ผู้ป่วยกลุ่มแรกมีประวัติเดินทางท่องเที่ยวในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ
8. ความร่วมมือสากล: บนเรือมีผู้โดยสาร 147 คน จาก 23 สัญชาติ ต้องประสานงานตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)
9. ความเสี่ยงต่ำ: WHO ประเมินความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในระดับ “ต่ำ” เพราะติดไม่ได้ง่ายเหมือนโควิด-19
10. การรักษา: ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองใน ICU และใช้เครื่องช่วยหายใจให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) เชื่อมโยงกับเรือสำราญในเส้นทางแถบมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และมีรายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย โดย WHO ประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และเป็นสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคนใกล้ชิดได้ในบางกรณี จึงมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในหลายประเทศ
ทั้งนี้ ไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิดเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของหนู โดยเฉพาะในพื้นที่อับอากาศ เช่น ห้องเก็บของ โกดัง หรือบ้านร้าง อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าการติดต่อระหว่างคนสู่คน โดยสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคน พบเฉพาะบางพื้นที่ในทวีปอเมริกาใต้ และยังถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจำกัด
สำหรับอาการของโรคในระยะแรก มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ก่อนที่บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งอาจมีอัตราเสียชีวิตสูงประมาณ 30–40%
สำหรับประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคนี้ในระบบเฝ้าระวังโรค อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกแห่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่มีรายงานโรค พร้อมประสานข้อมูลกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศให้เพิ่มการคัดกรองและสอบสวนโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับอาการของโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสารคัดหลั่งของหนู รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด กำจัดขยะอย่างเหมาะสม และปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนู ควรเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทก่อน และใช้ผ้าชุบน้ำหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด พร้อมสวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ
ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ หลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติสัมผัสสัตว์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
