back to top

จาก “บ่น” เป็น “บอก” สื่อสารกับวัยรุ่นด้วย I-Message

การพร่ำสอนเป็นเรื่องปกติของคนเป็นพ่อแม่ แต่หากสอนไปสอนมากลายเป็นการ “บ่น” ในสายตาลูก อาจเป็นดาบสองคม เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่มีโซเชียลมีเดียอยู่ในชีวิตประจำวัน เขาเห็นทุกสิ่งจากทุกมุมของโลก และต้องการสร้างตัวตนให้ชัดเจนเพื่อความเด่นชัดในโลกออนไลน์ และพวกเขารู้ว่าจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไรในแบบของเขาเอง แต่ผู้ใหญ่อาจคิดว่าการสั่งสอนอบรมของพ่อแม่ที่ผ่านร้อนหนาวมาก่อนจะช่วยการประคับประคองชีวิตลูกให้เติบโตได้ดีกว่าการปล่อยให้ลูกผจญภัย

ในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่แล้ว ข้อมูลที่เขาได้รับอย่างถล่มทลายในแต่ละวัน ย่อมคิดว่า “รู้มากกว่าผู้ใหญ่เสียด้วยซ้ำไป” การสอนจึงเปลี่ยนสภาพเป็นการสั่งให้ทำตามที่พ่อแม่บอกซึ่งอาจไม่ใช่ส่ิงที่ควรจะเป็นในสายตาของเขา คำสอนกลายเป็น “คำบ่น” ที่เขาย่อมต่อต้าน บ่อยครั้งก็ถอยห่างจากพ่อแม่ และสร้างกำแพงสูงในความสัมพันธ์ เกิดช่องว่างระหว่างพ่อแม่และลูก โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว นานวันก็ยากที่จะเข้าถึงจิตใจที่แท้จริงของเด็กได้ ดังนั้นมาถึงตอนนี้แล้วพ่อแม่ยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการสื่อสารใหม่ จาก “บ่น” ให้เป็น “บอก” ด้วย I-Message แทนการพูดแบบ You-Message แล้วสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร

You-Message  คือการโจมตี และตัดสิน ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกตำหนิอยู่ตลอดเวลา ส่วนการสื่อสารแบบ I-Message เป็นการบอกความรู้สึก และความห่วงใยของพ่อแม่แบบตรงๆจากใจ ช่วยลดคำพูดตำหนิซ้ำซ้อน และลดการต่อต้านของลูก  ตัวอย่างการเปลี่ยนคำพูดง่ายๆ เช่น บ่น (You-Message) “เมื่อไหร่จะหยุดเล่นมือถือ” / “เมื่อไหร่จะกินข้าวเสร็จ” / “เมื่อไหร่จะนอน” บวกกับการลดคำพูดตำหนิหรือสั่งสอน

มาเป็น (I-Message) บอกว่าเราห่วงเรื่องเวลา/การนอน “แม่ห่วงว่า ถ้าเกิดหนูกินข้าวช้า แล้วหนูก็ยังเล่นมือถืออยู่ จะทำให้นอนดึก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปโรงเรียนไม่ไหว” หรือ “ถ้าเกิดว่าทำการบ้านให้เสร็จก่อน มันก็จะดี เพราะจะได้นอนไม่ดึก พรุ่งนี้จะได้ไปโรงเรียนทัน ร่างกายจะได้แข็งแรง ไม่เป็นหวัดง่ายด้วย” หรือบอกว่า “นอนดึก แม่ห่วงว่า เดี๋ยวสิวจะขึ้นนะ มานอนให้พอ 6-8 ชั่วโมงกันน่าจะดีกว่า” การเปลี่ยนคำพูดจากโทนออกคำสั่ง หรือตำหนิ เป็นการโน้มน้าวด้วยการแสดงออกถึงความหวังดีของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเขาจะต่อต้านน้อยกว่า บางครอบครัวอาจยากในการต้องปรับเปลี่ยนคำพูด แต่ยากเพราะไม่เคยทำเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรยากเกินไปหากพ่อแม่รักลูกมากกว่า และหากเทียบกับผลลัพธ์ที่จะส่งผลมาถึงลูก ย่อมคุ้มค่าต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หรือ

อ้างอิง : กรมสุขภาพจิต