ข่าวปลอมกำลังรันไปทั่วทุกวงการผ่านโลกโซเชียลมีเดีย รวมถึงการรายงานสภาพอากาศ ฝนตก น้ำท่วม เป็นต้น ที่เป็นดราม่ากันหลายวันติดต่อกัน ไม่ผิดที่จะบอกว่า การปลอมมีหลายแบบ การปั้นแต่งคำเพื่อสื่อสารแบบหวือหวาจนทำให้ข้อมูลถูกบิดเบือนไปก็เป็นการปลอมแบบหนึ่ง และมีอีกแบบที่เห็นกัน คือ การปลอมโลโก้สื่อมวลชน และรายงานสภาพอากาศโดยใช้ข้อมูลเท็จ และรายงานโดย AI สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อการปะติดปะต่อทำได้เนียนกริบโดย AI สถานการณ์ตอนนี้ คือ ข่าวปลอมถูกเชื่อว่าจริง ส่วนข่าวจริงถูกมองว่าปลอม ตอนนี้มีกระทั่งปลอมว่าคนนั้นเสียชีวิตก็มี แล้วก็มีคนเชื่อและแชร์ข้อมูลต่อๆกันไปจำนวนมาก
สำคัญคือมีคนเชื่อและแชร์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ทำไมคนเชื่อครั้งแรกที่อ่าน นักจิตวิทยาสังคม อธิบายว่า ปัจจุบันข่าวปลอมมีหลายแบบ อาจเป็นข่าวที่สร้างขึ้นจากเรื่องโกหกทั้งหมด เช่น ข่าวลือเรื่องการเสียชีวิต เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือผลประโยชน์จากยอดไลค์ หากสามารถขายเรื่องราวนั้นได้ หรือข่าวปลอมที่เป็นข่าวเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดบางส่วน เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ หรือการใช้ข้อมูลในทางที่ผิด เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือทางการเงิน และเมื่อข่าวปลอมถูกสร้างขึ้นแล้ว ยุคนี้การเผยแพร่ข่าวปลอมไปทั่วโลกก็ทำได้ง่ายดายใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเสียด้วย

การแยกแยะว่าข้อความใดเป็นเท็จและข้อความใดมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ นับว่าเป็นเรื่องยากในเวลานี้ บวกกับความรวดเร็วในการแชร์ต่อ โดยไม่รู้ว่าข้อความเหล่านั้นเป็นเท็จ นักจิตวิทยาสังคมนำแนวคิดเรื่อง “การคล้อยตาม” มาวิเคราะห์ เป็นการคล้อยตามที่เกิดจากความต้องการของบุคคลที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ผู้คนอาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องแชร์หรือรีทวีตโพสต์เพียง เพราะคนอื่นทำ ไม่ว่าจะเชื่อโพสต์นั้นอย่างเต็มที่หรือไม่ก็ตาม เนื่องจากความนิยมของกระแสนั้น หลายคนจึงแชร์ข้อมูลเพื่อให้เข้ากับบรรทัดฐานทางสังคม ที่สร้างขึ้นโดยคนรอบข้าง เนื่องจากบรรทัดฐานทางสังคมบอว่า “การแบ่งปันข้อมูลเป็นเรื่องดี” เมื่อผู้คนรับรู้ถึงบรรทัดฐานนี้ ก็เลือกที่จะทำเช่นเดียวกันเพื่อได้รับการยอมรับและตอบสนองความคาดหวังของบรรทัดฐานนั้น
การที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมนั้น หากข่าวนั้นสอดคล้องกับความคิดเห็นหรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้วของพวกเขา ตัวอย่างเช่น หากบุคคลอ่านบทความข่าวปลอมที่สนับสนุนพรรคการเมืองของตน ความคิดเห็นที่มีอยู่แล้วของพวกเขาที่สนับสนุนข่าวนี้จะทำให้มีแนวโน้มที่จะเชื่อมากขึ้น และยังมีแนวโน้มที่ผู้คนจะปิดกั้นข้อมูลที่ท้าทายความเชื่อนั้นด้วย ในขณะที่เปิดรับจุดที่เห็นด้วยมากกว่า
“แนวคิดเรื่องความยึดมั่นในความเชื่อนี้ จึงสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังแนวโน้มที่ผู้คนจะเชื่อข่าวปลอมหากข่าวนั้นสนับสนุนความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว คนเรามักยอมรับข้อมูลที่ตัวเองอยากได้ยิน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น”
อีกหนึ่งแนวคิดทางจิตวิทยาสังคมที่สามารถนำมาใช้ทำความเข้าใจว่าทำไมคนถึงเชื่อข่าวปลอม ก็คือ อคติภายในกลุ่ม เมื่อพูดถึงสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ข่าว คนมักจะเลือกอยู่กับกลุ่มคนที่มีความสนใจ หรือความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน หรือที่เรียกว่ากลุ่มภายใน โดยคนจะชื่นชอบกลุ่มของตนเองอยู่ในรูปแบบของความไว้วางใจ การได้ยินข้อมูลบางอย่างจากกลุ่มภายในผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อาจทำให้คนเชื่อข้อมูลนั้นได้ง่ายขึ้น เพราะพวกเขาชื่นชอบและไว้วางใจคนที่ให้ข้อมูลนั้น ทำให้เชื่อว่าข้อมูลนั้นถูกต้องแม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ตาม โดยหากบุคคลพบเรื่องราวที่สอดคล้องกับมุมมองที่มีอยู่แล้ว พวกเขาจะยอมรับเรื่องราวนี้ เพราะสนับสนุนความคิดของตน ทำให้การตระหนักว่าเรื่องราวนี้เป็นข่าวปลอมอาจถูกเพิกเฉย เพราะในทางจิตใจแล้ว “ง่ายกว่า” ที่จะยอมรับว่าเรื่องราวนั้นเป็นความจริง และทำให้ความคิดเห็นของพวกเขายังคงอยู่
แล้ววิธีการหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมทำได้อย่างไร ยากหน่อยแต่ก็ต้องตาสว่างกัน เพราะไม่เช่นนั้นการตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จที่มาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการหลอกลวง จะมาถึงตนเองในวันใดวันหนึ่ง และนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาลได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือ 1.การตระหนักว่าการแพร่หลายของข้อมูลเท็จมีอยู่จริง 2.หลีกเลี่ยงความมั่นใจมากเกินไป เพราะจะมองข้ามความถูกต้อง และต้องไม่มั่นใจตนเองมากเกินไปว่าจะไม่ถูกหลอกลวงโดยเรื่องราวเท็จ 3.ยอมรับว่าไม่ใช่ทุกข้อมูลที่สนับสนุนความคิดเห็นของเราจะถูกต้องเสมอไป 4.พยายามหาข้อมูลจากแหล่งอื่น นอกเหนือจากแหล่งที่เชื่อถืออยู่เสมอ หาผู้ที่มีมุมมองที่เป็นกลางมากขึ้น จะช่วยให้ได้รับข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลายมากขึ้น 5.หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
ข้อมูลจาก : https://notes.edubirdie.com/docs/rutgers-university/21-830-335-social-psychology/127557-social-psychology-and-fake-news-essay
