back to top

เตือนภัย “สโตรก” ระหว่างขับรถ เสี่ยงสูญเสียการควบคุมอันตรายถึงชีวิต

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ รวมถึงขณะขับรถ ซึ่งเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ หากเกิดอาการระหว่างขับรถ อาจทำให้สูญเสียการควบคุมรถและนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรงได้

ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการเตือนตามหลัก B.E.F.A.S.T. ได้แก่
B (Balance) การทรงตัวผิดปกติ เดินเซ ล้มง่าย เวียนศีรษะเฉียบพลัน
E (Eyes) การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นเฉียบพลัน
F (Face) ใบหน้าเบี้ยว ปากตก น้ำลายไหล มุมปากตกข้างเดียว ยิ้มไม่เท่ากัน
A (Arm) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ยกแขนไม่ขึ้น
S (Speech) พูดไม่ชัด สับสน สื่อสารไม่ได้
และ T (Time) เมื่อเกิดอาการ ให้รีบแจ้ง 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

โดยอาจมีอาการร่วมขณะขับรถ เช่น รถส่าย ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ หรือแฉลบออกนอกเลน ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบหยุดรถทันที

นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับผู้ขับขี่ที่เริ่มมีอาการ ควรตั้งสติ ลดความเร็ว และพยายามนำรถเข้าจอดในบริเวณที่ปลอดภัยที่สุด เช่น ไหล่ทางหรือจุดพักรถ พร้อมเปิดไฟฉุกเฉินทันที เพื่อเตือนผู้ใช้ถนนรายอื่น จากนั้นปลดล็อกประตูรถ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน

หากไม่สามารถโทรได้ ให้ใช้วิธีบีบแตรยาวหรือโบกมือเรียกคนช่วย ทั้งนี้ “ห้ามฝืนขับรถต่อไปโดยเด็ดขาด” เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิต ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ขณะเดียวกัน ผู้พบเห็นเหตุการณ์ควรรักษาระยะห่าง ไม่ขับจี้ท้ายหรือปาดหน้าเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และเมื่อรถหยุดนิ่งแล้ว ให้เข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยอาจชวนบุคคลใกล้เคียงเข้าร่วมประเมินสถานการณ์ เบื้องต้นสามารถตรวจอาการโดยการชวนพูดคุย ให้ผู้ป่วยยิ้ม หรือยกแขนทั้งสองข้าง เพื่อประเมินความผิดปกติของระบบประสาท

พร้อมกันนี้ ควรโทรแจ้ง 1669 โดยระบุพิกัดและลักษณะอาการอย่างชัดเจน เช่น “สงสัยสโตรก มีอาการปากเบี้ยว แขนซ้ายอ่อนแรง พูดไม่ชัด” เพื่อให้ทีมแพทย์เตรียมอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม ระหว่างรอ ควรให้ผู้ป่วยนั่งหรือเอนตัวเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงการให้อาหารหรือน้ำ เนื่องจากเสี่ยงต่อการสำลัก

พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ เสริมว่า การป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลันสามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมโรคประจำตัวให้ได้ตามเกณฑ์ รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยง และก่อนขับขี่ทุกครั้ง ควรประเมินความพร้อมของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ มึนงง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีสัญญาณเตือนตามหลัก B.E.F.A.S.T. ไม่ควรขับรถโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน

พร้อมย้ำว่า “การรู้เร็ว หยุดรถเร็ว และเข้าถึงการรักษาเร็ว” จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และลดความสูญเสียทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สิน