ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะมีผื่นแดงหนามีขุยสีขาวเงิน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดต่อ ส่งผลให้ผู้ป่วยถูกหลีกเลี่ยงการสัมผัส และกระทบต่อจิตใจ ในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสะเก็ดเงินโลก กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย
นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวหนังอักเสบ และเซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ มีลักษณะเป็นผื่นแดงนูนหนา ขอบเขตชัดเจน มีขุยสีขาวเงิน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย โรคนี้พบได้ประมาณ 2–3 % ของประชากรโลก และอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตามแม้ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคก็สามารถเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือความไม่สะอาด และไม่แพร่กระจายผ่านการสัมผัส การกอด การกินอาหาร หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค อาจทำให้ผู้ป่วยถูกหลีกเลี่ยงและส่งผลกระทบ ต่อจิตใจ จึงควรส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม”
ทางด้านนพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า โรคสะเก็ดเงินอาจกำเริบจากปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การติดเชื้อ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเกาหรือแกะผิวหนัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ทำให้ปวดและบวมบริเวณข้อนิ้วหรือกระดูกสันหลัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อผิดรูปได้
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อโรคร่วม เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันพอกตับ และโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า จึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม
ในส่วนของการรักษา พญ.พิมสิริ พูลสุวรรณ นายแพทย์ชำนาญการ ให้ช้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและทำให้ผื่นสงบลงได้ โดยมีแนวทางการรักษาหลายรูปแบบตามระดับความรุนแรงของโรค ได้แก่ ยาทา การฉายแสงอาทิตย์เทียม ยารับประทานกลุ่มยากดภูมิคุ้มกัน และยาฉีดกลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรง และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ที่มีผื่นแดงนูนหนาหรือผื่นเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างสังคมแห่งความเข้าใจ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังคงเป็นเพื่อน สมาชิกในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ ผิวอาจแตกต่าง แต่ความสัมพันธ์ ไม่จำเป็นต้องห่างเหิน เพราะสะเก็ดเงินไม่ติด”

สำหรับข้อมูลชนิดของสะเก็ดเงินนั้น พบว่ามีด้วยกัน 4 ชนิด ประกอบด้วย ชนิดผื่นหนา ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด จะมีผื่นแดงนูน และสะเก็ดเงินสีขาวเงินปกคลุม 2.ชนิดผื่นหยดน้ำ มีผื่นแดงขนาดเล็กคล้ายหยดน้ำ มักกระจายตามลำตัวและแขนขา 3.ชนิดตุ่มหนอง โดยมีตุ่มหนองบนผิวหนังที่อักเสบ 4.ชนิดผิวหนังแดงลอกทั้งตัว เป็นชนิดรุนแรง อาจมีผิวหนังแดงและลอกเป็นบริเวณกว้าง จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
ในส่วนการรักษาโรคสะเก็ดเงินนอกจากรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ยังมีรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้จัดนิทรรศการและเสวนาวิชาการในการรักษาและป้องกันโรคสะเก็ดเงิน ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค.69 เพื่อให้ความรู้ในการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย เป็นอีกทางเลือกในการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยมีทั้งยาต้มกิน ยาทาภายนอก และยาต้มอาบ ซึ่งผู้ป่วยต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ในส่วนขอยากิน มียาสมุนไพรไทยที่ช่วยในการรักษา ประกอบด้วย ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ทองพันชั่ง เหงือกลาหมอ หัวร้อยรู และตัวยาอื่นๆตามสูตรเฉพาะราย โดยวิธีต้มให้เติมน้ำให้ท่วมตัวยาในหม้อต้ม ใช้ไฟแรงต้มจนเดือด แล้วหรี่ไฟลงเป็นไฟอุ่นต้มต่ออีก 15 นาที ปิดไฟกรองเอาแต่น้ำ วิธีกินครั้งละ 150 มิลลิตรก่อนอาหารเช้ากลางวันเย็น หรือตามที่แพทย์แผนไทยั่งควรดื่มขณะยังอุ่น โดยยา 1 ชุดใช้ติดต่อกันได้ 5-7 วันโดยเติมน้ำแล้วนำมาต้มกินทุกวัน
ส่วนยาทาภายนอก ส่วนประกอบสมุนไพรที่สำคัญ ประกอบด้วย ทองพันชั่ง บัวบก พญายอ ว่านมหากาฬ น้ำมันมะพร้าว ช่วยถอนพิษ แก้ผื่นคัน และการอักเสบของผิวหนัง บรรเทาอาการโรค ทาบริเวณที่มีอาการวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น
ยาต้มอาบ ส่วนประกอบที่สำคัญ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เหงือกปลาหมอ ใบมะนาว เปลือกมังคุด เสลดพังพอน ผักเสี้ยนผี โกฐเขมา ขมิ้นชัน ต้มโดยเติมน้ำให้ท่วมยาในหมือต้ม ใช้ไฟแรง ต้มจนน้ำเดือด แล้วหรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อน ต้มต่อ 15 นาที ปิดไฟ กรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำสะอาดให้อุ่นพอดี เมื่อทำความสะอาดร่างกายแล้วใช้อาบวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น
