ความแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงและบ่อยครั้ง ยากเกินคาดเดาความเสียหาย การเตรียมรับมือจะช่วยลดผลกระทบลงได้ หลายประเทศที่มีความเสี่ยงภัยพิบัติรุนแรงจึงประกาศเตือนประชาชนให้สำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และน้ำดื่มไว้ 3-14 วัน
ประเทศไทยเราอาจไม่เคยมีภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงเหมือนบางประเทศ แต่ก็ประมาทไม่ได้ในยามที่โลกแปรปรวนแบบนี้
แม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศแจ้งให้สำรองและเตรียมสิ่งของไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่เราทุกคนควรศึกษาวิธีเตรียมความพร้อม และรวบรวมสิ่งของจำเป็นไว้ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อหยิบใช้ฉุกเฉินเมื่อมีภัยมาจริงๆ
เอาจริงแล้ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดทำคู่มือประชาชนในการเตรียมตัวให้รอด ปลอดภัยพิบัติ เผยแพร่ให้กับประชาชนตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งดูแล้วยังเป็นคำแนะนำที่ไม่ล้าสมัย ประชาชนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ ดังนี้
- เตรียมสิ่งของที่จำเป็นไว้ใช้งานยามฉุกเฉิน เช่น เครื่องอุปโภคบริโภค อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค ไฟฉาย เป็นต้น
- เรียนรู้หลักปฏิบัติในการรับมือภัยพิบัติ โดยศึกษาลักษณะ ข้อควรปฏิบัติ ข้อควรหลีกเลี่ยงของภัยพิบัติแต่ละประเภท วิธีป้องกันแก้ไข การปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยพิบัติ การช่วยเหลือและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ การเปิด-ปิดระบบไฟฟ้า ประปา อุปกรณ์ถังก๊าซ อุปกรณ์ดับเพลิง เป็นต้น
- จดจำหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานสำคัญ โดยเฉพาะหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง โรงพยาบาล สำหรับติดต่อแจ้งเหตุและประสานขอความช่วยเหลือ
- ติดตามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันภัย ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน สถานการณ์น้ำ ระดับการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำ ระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ภัย และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที
- ตรวจสอบบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพปลอดภัย มีโครงสร้างมั่นคงแข็งแรง และจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ ไม่กีดขวางทางเดิน ไม่จัดเก็บสิ่งของในบริเวณที่เสี่ยงต่อการล้มทับหรือตกหล่น ตัดแต่งกิ่งไม้ และตรวจสอบต้นไม้ที่เสี่ยงต่อการล้มทับ หากมีความเสี่ยงจำเป็นอาจต้องโค่นทิ้ง รวมถึงติดตั้งถังดับเพลิงเคมีไว้ในจุดที่หยิบใช้งานสะดวก
- วางแผนเส้นทางอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยเรียนรู้และจดจำเส้นทางหนีภัย จุดนัดพบที่ปลอดภัยไว้หลายแห่งในทุกทิศทาง ทั้งระยะใกล้และไกล รวมถึงวางแผนการอพยพหนีภัย กรณีอาศัยอยู่ในชุมชนเสี่ยงภัย ควรเข้าร่วมการฝึกซ้อมอพยพหนีภัยอยู่เสมอ เมื่อเกิดภัยพิบัติจะได้ปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย
สำหรับการปฏิบัติตนขณะเกิดภัย ให้ติดตามข้อมูลสถานการณ์ ตรวจสอบพยากรณ์อากาศ เพื่อประเมินสถานการณ์ภัยและตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยและคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด กรณีสถานการณ์รุนแรงและมีประกาศเตือนภัยให้อพยพ ควรรีบออกจากพื้นที่ไปตามเส้นทางที่ปลอดภัยในทันที โดยให้ความช่วยเหลือเด็กและคนชราก่อน
เรียนรู้สัญญาณความผิดปกติทางธรรมชาติก่อนเกิดภัยพิบัติ เพื่อพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยเมื่อเกิดสถานการณ์ภัย เช่น อุทกภัย – เกิดฝนตกหนักและระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง, ดินถล่ม – น้ำเป็นสีขุ่นข้นและเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับสีดินภูเขา, สึนามิ – น้ำทะเลลดระดับลงอย่างรวดเร็วหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้มหาสมุทร, พายุฤดูร้อน – อากาศร้อนอบอ้าวและเมฆก่อตัวอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรจดชื่อ-นามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ของสมาชิกในครอบครัว เพื่อใช้ติดต่อในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พลัดหลงขณะอพยพ หรืออาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว
กระเป๋ายังชีพฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ในอดีตเราอาจมองข้าม แต่ตอนนี้อาจไม่ใช่แล้ว ประเทศไทยเสี่ยงภัยไม่แพ้ประเทศอื่น จำเป็นต้องมีกระเป๋ายังชีพที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เป็นกระเป๋าที่มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เก็บไว้ในที่ที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่าย และหมั่นตรวจสอบและเปลี่ยนสิ่งของที่บรรจุ เพื่อป้องกันการหมดอายุและเน่าเสีย
ในกระเป๋ายังชีพควรประกอบด้วย
- เครื่องอุปโภคบริโภค เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรคที่ใช้งานได้อย่างน้อย 3-4 วัน
- ของใช้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในระยะแรก อาทิ ไฟฉายพร้อมถ่าน วิทยุพร้อมถ่านสำรอง ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น นกหวีด เทียนไข ไฟแช็ก เชือก ถุงพลาสติกสีดำ กระดาษชำระ ด่างทับทิม สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เสื้อผ้าสำรอง เป็นต้น
- เอกสารสำคัญต่างๆ ให้เก็บไว้ในถุงพลาสติกกันน้ำ ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร สำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับสุขภาพ อาทิ กรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นต้น โดยแนะนำให้ถ่ายสำเนาไว้หลายๆ ชุด เพื่อป้องกันการสูญหาย
