back to top

จับตา “ฝีดาษวานร” ผู้ติดเชื้อสะสม 888 ราย อย่าชะล่าใจ

ข้อมูลกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 4 พ.ย. 69 พบผู้ติดเชื้อฝีดาษวานร สะสมรวม 888 ราย เป็นเพศชาย 863 ราย และเพศหญิง 25 ราย เป็นสัญชาติไทยมากที่สุด 791 ราย ช่วงอายุ 30-39 ปีมากที่สุด 379 ราย รองลงมาเป็นช่วงอายุ 40-49 ปี 188 ราย และช่วงอายุ 25-29 ปี 186 ราย อาการที่พบบ่อยของผู้ป่วย คือ มีผื่น รองลงมา มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต และอาการคัน

กรมควบคุมโรคเตือนภัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 หลังจากพบโรคกระจายในประเทศแถบยุโรป แอฟริกา และสหรัฐฯ แม้ตอนนั้นไทยจะยังไม่พบการรายงานผู้ป่วย และต่อมาได้ประกาศให้โรคฝีดาษวานรเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีการจัดตั้งระบบเฝ้าระวังกลุ่มอาการผื่นผิวหนังที่ผิดปกติ โดยให้ผู้ที่มีอาการเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรครายงานเข้ามา

ย้ำกันอีกครั้ง ฝีดาษวานรเป็นอย่างไร ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุไว้ว่า เป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คน เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Orthopoxvirus ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลเดียวกับโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า

พบได้ในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก และสัตว์ตระกูลลิง นอกจากจะเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนแล้ว ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ด้วย

สำหรับการติดต่อจากสัตว์สู่คนเกิดได้ ดังนี้
• จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง ตุ่มหนอง หรือบาดแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
• ส่วนการติดต่อจากคนสู่คนเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง ตุ่มหนอง หรือบาดแผลของผู้ติดเชื้อ การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ติดเชื้อ รวมทั้งการติดต่อผ่านทางละอองทางเดินหายใจจากการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ระยะฟักตัวของโรค หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายในเวลา 5-21 วัน โดยอาการของผู้ป่วยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ

• ระยะแรก (วันที่ 0-5) มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่มีไข้ อาจมีการแพร่เชื้อผ่านระยะนี้ได้เล็กน้อย

• ระยะออกผื่น (1-3 วันหลังมีไข้) เป็นช่วงที่สามารถแพร่เชื้อได้มาก โดยผื่นจะเริ่มจากบริเวณใบหน้า จากนั้นจึงกระจายไปตามแขนขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจมีผื่นบริเวณเยื่อบุช่องปาก อวัยวะเพศ และเยื่อบุตาได้ โดยลักษณะของผื่นจะเริ่มจากผื่นแดงราบ เปลี่ยนเป็นผื่นแดงนูน ตุ่มน้ำ และตุ่มหนอง ตามลำดับ จากนั้นจะตกสะเก็ดและหลุดลอกออก ซึ่งผู้ป่วยจะยังสามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าสะเก็ดจะหลุดลอกออกหมด ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่อายุน้อยหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ปอดอักเสบ สมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และการติดเชื้อในกระจกตาซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้ โดยความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานรแตกต่างกันตามสายพันธุ์ กลุ่มผู้ป่วย และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ทั้งนี้ เด็กและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น

การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร คือ ผื่น ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้
• จะมีขอบเขตชัดเจน ลักษณะฝังลึก (deep-seated)
• อาจมีรอยบุ๋มตรงกลาง
• ผื่นจะมีขนาดเท่าๆ กัน และอยู่ในระยะเดียวกันทั่วร่างกาย
• ผื่นบางส่วนอาจรวมกันเป็นปื้นใหญ่
• มีประวัติไข้นำมาก่อนการเกิดผื่น
• มักพบต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย อาจเป็นเฉพาะที่หรือหลายตำแหน่งก็ได้
• ผื่นส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณแขนขาและใบหน้ามากกว่าลำตัว และอาจมีผื่นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า
• ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บบริเวณที่เป็นผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนอง
• อาจพบแผลบริเวณที่เป็นจุดที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อบางส่วนมาแสดงด้วยแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือรอบทวารหนัก โดยไม่มีไข้นำมาก่อนได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยมีประวัติทางระบาดวิทยาสอดคล้องกับโรค ก็นับว่าเป็นผู้ป่วยสงสัย และแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย

กรมควบคุมโรควางแนวทางแนะนำการส่งรักษาไว้ ดังนี้ กรณีคลินิก ร้านขายยา หรือสถานพยาบาล พบผู้ป่วยสงสัยโรคฝีดาษวานรจากการตรวจร่างกายหรือสอบถามอาการของผู้ป่วย ให้ซักข้อมูลประวัติเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น มีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการรายงานการระบาดของโรคฝีดาษวานรหรือไม่ มีประวัติเดินทางไปร่วมงานที่เคยมีรายงานพบผู้ป่วยฝีดาษวานร หรือมีอาชีพที่ต้องสัมผัสคลุกคลีกับผู้เดินทางจากต่างประเทศหรือไม่ มีประวัติสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีต้นกำเนิดมาจากแอฟริกาหรือไม่

หากมีประวัติเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งร่วมกับมีอาการเข้าได้กับโรคฝีดาษวานร ให้สถานพยาบาลส่งต่อเพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป ส่วนคลินิกเอกชนและร้านขายยา ควรแนะนำและส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่สามารถทำการวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรได้

นอกจากนี้ ยังออกข้อแนะนำในการซักผ้าผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร กรณีรักษาอยู่ที่บ้าน/ที่พักอาศัย ดังนี้

เสื้อผ้าที่ใช้แล้วหรือปนเปื้อน ผู้ป่วยควรจัดการหรือซักผ้าเปื้อนเอง ไม่ควรนำไปรวมกับผ้าอื่นๆ ในครัวเรือน โดยสามารถซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าตามมาตรฐานทั่วไป ด้วยผงซักฟอก และอาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผลิตภัณฑ์ฟอกขาว (Sodium hypochlorite) ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถ้าซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิมากกว่า 60 องศาเซลเซียสได้จะดีกว่า แต่หากไม่มีน้ำร้อนควรแช่ในคลอรีน เสื้อผ้าที่ซักแล้วสามารถนำมาใช้ซ้ำได้

    กรณีที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันพบมีการติดต่อจากคนสู่คน จึงต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะสามารถติดต่อผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง สัมผัสรอยโรค หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ติดเชื้อ ส่วนการติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการหายใจเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายในเวลา 5-21 วัน

    หากผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดโรค เช่น กลุ่มผู้ที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อภายใน 21 วัน รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด สังเกตอาการของตนเองขณะที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจนถึงหลังออกจากพื้นที่เสี่ยง 21 วัน ถ้ามีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือผื่น ให้ไปพบแพทย์ รวมถึงให้ประวัติแพทย์ผู้รักษาเกี่ยวกับประวัติการสัมผัสโรคหรือประวัติการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงด้วย

    ผู้เดินทางที่กลับจากประเทศที่มีการระบาด ปัจจุบันจะได้รับการคัดกรองอาการและประวัติเสี่ยง ณ จุดคัดกรอง หากมีประวัติสัมผัสสัตว์นำโรคหรือผู้ป่วยยืนยัน ต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและรายงานอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอจนกว่าจะครบ21 วัน ในกรณีพบผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษวานรในเที่ยวบินใดๆ จะมีการติดตามผู้สัมผัสกับผู้ป่วยในเที่ยวบินนั้นๆ ต่อไป

    ในการป้องกันนั้นเน้นไปที่การป้องกันตนเอง ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรค และไม่รับประทานอาหารจากเนื้อสัตว์ปรุงไม่สุก