การดูแลเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ จำเป็นต้องดูแลทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตไปพร้อมๆกันไป ซึ่งไม่ใช่ทำได้ในภายในวันสองวันต้องบ่มเพาะมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์เสียด้วยซ้ำไป จนกว่าเขาจะสามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งการดูแลเด็กนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ทำเพื่อเด็กคนนั้นเพียงคนเดียว แต่เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการปลูกปั้นทรัพยากรของประเทศ
ก่อนอื่นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องพร้อมเสียก่อนที่จะเลี้ยงดูแลและอบรมเด็กได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยประสบการณ์ของตนเอง และการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เนื่องจากสังคมเปลี่ยนเร็ว เด็กสามารถรับข้อมูลจากหลายทาง พ่อแม่จำเป็นต้องหาความรู้อย่างรอบด้านให้มากขึ้น เพื่อให้ทันกับความคิดของเด็ก สามารถดักได้ทัน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้ทันสถานการณ์
สิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต และการมีชีวิตอยู่ของคนๆหนึ่งนั้น แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
1.สิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น อาหาร อากาศสำหรับหายใจ อุณหภูมิที่เหมาะสม เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ทั้งนม อาหาร หรืออาหารเสริมที่เหมาะสม ฉีดวัคซีน เป็นต้น
2.สิ่งจำเป็นสำหรับจิตใจ เพราะจิตใจที่ดีและมั่นคงจะทำให้มนุษยอยู่อย่างปกติสุข เป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถประกอบการงานให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ครอบครัว และสังคม
ทั้งสองปัจจัยจำเป็นมาก ด้านจิตใจสำคัญไม่แพ้กัน แม้กายจะใหญ่โตได้เกณฑ์มาตรฐานทุกประการ สมองดี แต่จิตใจที่พร่องสุดท้ายก็อาจนำไปสู่ความไม่ปกติสุขได้ทั้งของเด็กเองทั้งในตอนนี้และเติบใหญ่ อาจกลายเป็นปัญหาครอบครัว เช่น การมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบทำลาย หรือไม่สามารถรับผิดชอบได้ตามวัย ไม่สามารถเรียนหนังสือได้

มาดูความต้องการด้านจิตใจของเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจ มีพื้นฐาน ดังนี้
–ความรักความอบอุ่น เด็กรู้สึกอยากให้พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูรักตน รู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้องการ มีค่าสำหรับพ่อแม่ รู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ เด็กไม่ควรรู้สึกว่าพ่อแม่รังเกียจตน ไม่ชอบ ลำเอียง ปฏิเสธ หรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นส่วนเกิน จำใจต้องเลี้ยงดูตน เขาไม่ควรรู้สึกมีปมด้อยหรือน้อยเนื้อต่ำใจ ดังนั้นท่าทีของผู้ใหญ่มีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตใจของเด็ก แต่ย้ำว่าเด็กต้องการความรักอย่างเหมาะสม ไม่ใช่รักมากอย่างไม่มีขอบเขต เช่น ตามใจทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผล กลายเป็นคนตามใจตัวเองตลอดเวลา ไม่สามารถอดทนต่อภาวะที่คนปกติธรรมดาควรจะอดทนได้ที่สุดจะกลายเป็นข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพ
- –การกระตุ้นอย่างเหมาะสม การกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมขึ้นกับวัยของเด็ก เช่น วัยทารกแรกเกิดก็ต้องการอุ้ม สัมผัส ยิ้ม พูดคุยด้วยเพื่อให้ได้ยินเสียง พอโตขึ้นต้องการเพิ่มขึ้น เช่น การเล่น การพูดคุย ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยช่วยกระตุ้นได้ดี สำหรับเด็กในขวบปีแรก เพื่อกระตุ้นการได้ยิน การใช้สายตา ควรใช้ของเล่นที่เคลื่อนไหวที่มีสีสด และมีเสียง เมื่อเติบโตขึ้นอีกเด็กต้องการการกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น การใช้นิ้วมือ การใช้มือเท้า และอื่นๆ ต้องการกระตุ้นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อม ความรู้สึกสนุก อยากทดลองอยากลองทำ ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจ กล้าแสดงออกตามไปด้วย
- –ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเด็กจะได้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ครอบครัวสงบสุข เด็กจะไม่รู้สึกกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง หลายครั้งพบว่าเด็กมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง โดยไม่มีโรคทางกายเป็นเหตุ แต่กลับสัมพันธ์กับเวลาเด็กเกิดรู้สึกเครียด รู้สึกกลัวที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ทำร้ายร่างกายกัน หรือกำลังจะหย่าร้างกัน
นอกจากนั้นเด็กก็ยังต้องการความรู้สึกว่าผู้ใหญ่สามารถปกป้องตนได้ ไม่ปล่อยให้เกิดอันตรายกับตน ซึ่งเด็กควรได้รับการปกป้องจากอันตรายทางกาย เช่น อุบัติเหตุต่างๆ และควรได้รับการปกป้องไม่ให้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น ภาพอุบัติเหตุที่น่าสยดสยอง ภาพภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ร้ายแรงน่ากลัว ภาพเกี่ยวกับทางเพศที่ไม่เหมาะสม และควรเตรียมตัวเตรียมใจให้เด็กสำหรับเหตุการณ์สำคัญๆ เช่นการมีน้องใหม่ การผ่าตัด เป็นต้น
- เด็กต้องการคำแนะนำ หรือคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ เช่น บทบาทที่เหมาะสมตามเพศของเด็กหญิงหรือเด็กชาย การปฏิบัติตัวในสังคม ค่านิยม วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ และควรให้การสนับสนุนช่วยเหลือที่เห็นเหมาะสม เช่น สนับสนุนอุปกรณ์ให้เด็กทำกิจกรรมที่ต้องการ เป็นต้น
- ความสม่ำเสมอ และการมีขอบเขต ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรทำได้หรือไม่ได้ ไม่สับสนทั้งความคิดและการปฏิบัติ กฎเกณฑ์ที่ใช้ ควรจะมีเหตุผลและมีการปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย เช่น ไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าในบ้าน เพราะทำให้บ้านสกปรก หรือข้อห้ามไม่ให้ขีดเขียนที่ฝาผนังบ้าน และเมื่อเป็นกฎข้อห้ามแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้ตลอดไป และทุกคนในครอบครัวต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
พ่อแม่ผู้ปกครองอาจไม่แน่ใจว่าอะไรควรจะห้ามเด็ก อะไรไม่ควรห้าม เพราะเกรงจะเข้มงวดมากเกินไป หรืออีกด้านหนึ่งตามใจมากไป ย้ำกันชัดๆว่า มี 3 อย่างที่เด็กทำไม่ได้แน่นอน คือ
1. การทำร้ายตัวเอง รวมทั้งการเล่นที่เป็นอันตราย เช่น ของมีคม
2. การทำร้ายผู้อื่น
3. การทำลายสิ่งของ
- มีข้อห้ามอย่างเหมาะสม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้โอกาสเด็กได้ใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่มีพลังในตัวมาก ช่น การเล่น การออกกำลังกายในเกมกีฬาต่าง ๆ การมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เหมาะสม หากผู้ใหญ่คุมเข้มเกินไป ต้องการให้เด็กอยู่อย่างสงบเรียบร้อยเสมอ อาจทำให้กลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่กล้าแสดงออก เชื่องซึมหรือเฉื่อยชา ไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ในบางครั้งเด็กก็ยังเป็นเด็ก เขาอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมเกิดขึ้นได้ ผู้ใหญ่จำเป็นต้องมีวิธีการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแต่เนิ่นๆ โดยให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสม สามารถควบคุมตัวเองให้มีความประพฤติที่สังคมยอมรับได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยควบคุมตลอดเวลา หมายความว่าพฤติกรรมเหล่านี้หากผู้ใหญ่หาคำอธิบายอย่างเหมาะสมแล้ว เขาต้องเรียนรู้เพื่อทำสิ่งที่ควรทำด้วยตัวเอง เช่น ทำการบ้าน เก็บของเล่นเข้าที่ การทำงานที่ได้รับมอบหมาย และไม่ทำพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การปีนป่ายไปบนที่สูง การตีน้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย การทำลายสิ่งของเมื่อโกรธหรือถูกขัดใจ เป็นต้น

มีคำแนะนำสำหรับการตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ดังนี้
1. การใช้เหตุผล การให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเด็กสามารถเข้าใจ มักจะสามารถแก้ไขพฤติกรรมได้ในเด็กยิ่งเล็ก แต่การให้เหตุผลต้องง่าย สั้น ไม่พูดยืดยาว เช่น มีดเล่นไม่ได้ เพราะจะบาดมือ ไม่ปีนขึ้นที่สูงเดี๋ยวจะตกลงมาเจ็บ เป็นต้น
2. การใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง เวลาที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กทำอะไรแล้วเด็กอิดเอื้อน ไม่ยอมทำ วิธีหนึ่งที่ได้ผล คือต้องพูดให้หนักแน่นและจริงจังว่าให้ทำเดี๋ยวนี้ อาจต้องใช้ท่าทีประกอบด้วย เช่น ลุกขึ้นจูงมือเด็กให้ไปทำสิ่งที่ต้องทำ อย่างกรณีเด็กไม่ยอมทำการบ้าน แม้จะพูดเตือนแล้วหลายครั้ง พ่อแม่ต้องใช้เสียงที่หนักแน่น ว่า “เอาสมุดการบ้านออกมาแล้วนั่งลงทำเดี๋ยวนี้” เป็นต้น ถ้าเด็กไม่ยอมลุกก็ต้องจูงมือไปเอาสมุด ดินสอมานั่งลงให้ทำและเฝ้าให้ทำถ้าจำเป็น
3. การใช้สิ่งทดแทน เวลาห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรสอนเด็กไปด้วยว่าสิ่งไหนที่ทำแทนได้ เช่น เด็กเล่นของแหลม ให้เอาของอื่นที่น่าสนใจกว่ามาให้เด็กแทน ไม่ควรหยิบของแหลมจากมือเด็กเฉยๆ ซึ่งเด็กจะร้องอาละวาดต่อ หรือเห็นเด็กขีดเขียนฝาผนังบ้านอยู่แล้วห้ามไม่ให้ทำ เพราะสกปรกบ้าน ก็ควรหากระดาษมาให้เด็กได้เขียนแทน เป็นต้น
4. ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก โดยเปิดให้เขาสามารถพูดออกมาได้อย่างอิสระ หรือมีความรู้สึกอย่างไรก็สามารถพูดคุยชี้แจงได้ เช่น เด็กอาจต้องการตัดสินใจเองในการเลือกของใช้ส่วนตัวเอง เป็นต้น
5. การให้รางวัล เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว เพื่อให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอีกไม่หายไป ผู้ใหญ่ควรให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมนั้น อาจเป็นการกล่าวชมด้วยวาจา แสดงกิริยาชื่นชมพอใจในพฤติกรรม เช่น โอบกอด ลูบหัว แม้เป็นพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยอย่างลูกสองคนเล่นกันด้วยดีไม่ทะเลาะกันไม่ตีกันในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อย่างน้อยต้องกล่าวชื่นชม ปัญหาที่พบ คือ ผู้ใหญ่มักละเลยไม่กล่าวคำชมเชยเด็ก เพราะเห็นเป็นพฤติกรรมธรรมดาๆ เช่น เด็กยอมแปรงฟันเอง แต่งตัวเอง แต่จะใช้วิธีการดุว่า หรือติเตียนเด็กเมื่อเด็กไม่ยอมช่วยตัวเอง
6. การเลิกให้ความสนใจ เป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน ที่ต้องการได้รับความสนใจจากผู้อื่น เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ อาจใช้วิธีเลิกให้ความสนใจขณะที่เด็กกำลังกระทำพฤติกรรมนั้น และให้ความสนใจหรือให้รางวัลกับเด็กที่มีพฤติกรรมที่ดี ตัวอย่าง เช่น ลูกคนหนึ่งกินอาหารดีอีกคนไม่ค่อยยอมกิน เล่นไปเรื่อยๆ แม่ก็อาจชมคนที่กินอาหารดี แต่จะไม่แสดงความสนใจกับลูกคนที่ไม่ยอมกิน แต่เขี่ยอาหารเล่นอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องดุด่าหรือต่อว่า
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ให้กับเด็ก (Positive model) ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์มาเรียนรู้ภายหลัง ไม่ใช่ถ่ายทอดตามพันธุกรรม เด็กจะเอาอย่างผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด โดยดูจากการกระทำของผู้ใหญ่มากกว่าการสั่งสอนด้วยวาจา เช่น พูดสอนว่าการพูดปดเป็นสิ่งไม่ดี ห้ามทำ พ่อแม่ก็ต้องทำเป็นตัวอย่างให้เด็กเห็นเป็นรูปธรรมจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้มากกว่าการพูดด้วยวาจาเสียอีก
8. การลงโทษ ทั้งนี้การทำโทษต้องไม่ใช้ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด ไม่ชอบเด็ก เพราะจะทำให้เด็กยิ่งต่อต้าน แต่ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าเราต้องการเพียงหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น และพร้อมที่จะหยุดการลงโทษเมื่อเด็กคิดว่าสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้ทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การและลงโทษต้องมีตั้งแต่เบาๆ จนไปถึงระดับที่รุนแรงขึ้น
-การดุว่าด้วยวาจา ควรใช้เมื่อการบอกห้าม และการใช้เหตุผลไม่ได้ผลแล้ว
-แยกเด็กออกไปอยู่ตามลำพัง เช่น เด็กนักเรียนคนหนึ่งคุยมากขณะเรียน รบกวนคนอื่นบ่อยๆ ก็อาจแยกเด็กไปนั่งคนเดียว หันหน้าเข้ามุมห้อง ทำให้เด็กไม่สนุก เบื่อ ซึ่งเด็กทั่วไปจะไม่ชอบอย่างมาก
-การปรับ ให้เด็กรับผิดชอบกับของเสียหายที่เด็กทำไป เช่น หักเงินค่าขนมเด็กทีละเล็กละน้อยชดใช้ เป็นต้น
-การตี อาจทำให้เด็กหยุดประพฤติที่ไม่พึงประสงค์ได้บางครั้ง แต่การใช้กำลังกับเด็กมีข้อเสียด้วย ถ้าใช้บ่อยๆ จะทำลายความสัมพันธ์ ระหว่าง เด็กและผู้ใหญ่ และเด็กจะใช้วิธีรุนแรงและใช้กำลังบ้าง เพราะทำตามผู้ใหญ่ และจะรู้สึกคับข้องใจที่ผู้ใหญ่ใช้วิธีรุนแรงกับตน เช่น อาจไปชกต่อยเพื่อนที่โรงเรียนบ่อยๆ จนเป็นปัญหาเกิดขึ้น
การดูแลเด็กๆเป็นงานยาว บางครอบครัวพ่อแม่อาจต้องดูแลลูกไปตลอดชีวิต ความรัก ความเอาใจใส่ องค์ความรู้ที่ถูกต้อง และการทุ่มเทเวลาที่มากพอ ที่สำคัญ คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก มีความสำคัญมากช่วงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง หากเขามั่นใจว่าทุกๆย่างก้าวมีพ่อแม่คอยซัพพอร์ทเสมอ เขาจะรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เขาเติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ และมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง
ข้อมูล : ศ.เกียรติคุณ พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ
