สังคมสูงวัยที่ทำให้แต่ละบ้านมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กเกิดใหม่ สมาชิกในบ้านจะอยู่กันอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งหมด ครอบครัวต้องเข้าใจในสภาวะของผู้สูงวัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอาการจากภาวะสมองเสื่อม ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเฉพาะผู้สูงอายุไทยแต่เกิดกับทั่วโลก ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อกลางปี 69 ระบุข้อมูลปี 2564 มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั่วโลก 57 ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี
WHO ระบุว่าภาวะสมองเสื่อมเกิดจากโรคและการบาดเจ็บหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อสมอง โรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนที่เหลืออาจเกิดขึ้นได้หลังจากการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV , มาจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ,จากการบาดเจ็บที่สมองซ้ำๆ หรือเนื่องจากภาวะขาดสารอาหาร พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม ได้แก่
-ภาวะสุขภาพต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า การสูญเสียการมองเห็นและการได้ยิน การนอนหลับไม่เพียงพอ การบาดเจ็บที่สมอง และโรคหลอดเลือดสมอง
-ปัจจัยด้านพฤติกรรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย แยกตัวออกจากสังคม
-ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ
ภาวะสมองเสื่อมจะไปทำลายสมองเรื่อย ๆเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และความสามารถในการทำกิจกรรมชีวิตประจำวัน นำไปสู่การเสื่อมถอยของความสามารถในการรับรู้ที่มักเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรม ก่อนทุกอย่างจะทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ให้ดูสัญญาณ และอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้แต่ละครอบครัวเตรียมรับมือ
1.ลืมเรื่องราวหรือเหตุการณ์ล่าสุด
2.สิ่งของหายหรือวางผิดที่
3.หลงทางขณะเดินหรือขับรถ
4.รู้สึกสับสน แม้ในสถานที่ที่คุ้นเคย
5.ลืมเวลา
6.ความยากลำบากในการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจ
7.เกิดปัญหาในการสนทนา ในการคำพูดและต่อบทสนทนา
8.ความยากลำบากในการทำภารกิจที่คุ้นเคย
9.การประเมินระยะห่างของวัตถุด้วยสายตาผิดพลาด
การเปลี่ยนแปลงที่พบได้บ่อย ได้แก่
-รู้สึกวิตกกังวล เศร้า หรือโกรธเกี่ยวกับการสูญเสียความทรงจำ
-การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ
-พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
-การถอนตัวจากการทำงานหรือกิจกรรมทางสังคม
-ไม่ค่อยสนใจอารมณ์ของผู้อื่น
ภาวะสมองเสื่อมส่งผลกระทบต่อแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุพื้นฐาน สภาวะสุขภาพ และการทำงานของสมองของผู้ป่วยก่อนที่จะป่วย แต่มักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา บางอาการอาจปรากฏเฉพาะในระยะท้ายๆ ของโรค แต่เมื่ออาการแย่ลง ความต้องการดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันจะเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอาจจำสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนไม่ได้ มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ มีปัญหาในการกินอาหารและดื่มน้ำ และมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น ก้าวร้าว การมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในบ้านจึงส่งผลกระทบใหญ่ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจของทั้งครอบครัว ไม่เพียงแต่ต่อผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมเท่านั้น
ทั้งนี้ไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อมให้หายขาด ทำได้คือการช่วยเหลือผู้ที่ป่วยเป็นภาวะสมองเสื่อมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าที่ทำได้ สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำได้ครอบครัวต้องช่วยผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ กระตุ้นการทำงานของสมอง ออกกำลังกาย หรือการใช้ยาบางชนิดกรณีจำเป็นขึ้นกับแพทย์ผู้รักษา เพราะผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมบางคนอาจมีอาการซึมเศร้ารุนแรง มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในช่วงแรก มีคำแนะนำ WHO ในการปรับพฤติกรรม เพื่อจัดการอาการ รักษาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ดังนี้
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
-กินอาหารเพื่อสุขภาพ
-เลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา
-ควรไปตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำ
-จดบันทึกกิจกรรมประจำวันและนัดหมายต่างๆ เพื่อช่วยให้จำสิ่งสำคัญได้
-อย่าหยุดทำกิจกรรมที่ชอบ และทำในสิ่งที่รู้สึกสนุกสนาน
-ลองหาวิธีใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นสมองอยู่เสมอ
-ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนและครอบครัว และมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน
-วางแผนล่วงหน้า เมื่อเวลาผ่านไป การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เกี่ยวกับตัวเองหรือเรื่องการเงินอาจยากขึ้น
-ระบุบุคคลที่ไว้วางใจให้สนับสนุนในการตัดสินใจและช่วยเรื่องการสื่อสาร
-จัดทำแผนล่วงหน้า เพื่อแจ้งให้ผู้อื่นทราบถึงทางเลือกและความต้องการเกี่ยวกับการดูแลและการสนับสนุน
-ให้นำบัตรประจำตัว และข้อมูลติดต่อฉุกเฉินติดตัวไปด้วยเมื่อออกจากบ้าน
-ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อนฝูง และหาข้อมูลการช่วยเหลือต่างๆไว้
-เข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือในท้องถิ่น
แม้ว่าอายุจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ภาวะสมองเสื่อมก็สามารถเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุน้อยได้เช่นกัน WHO ระบุว่า ภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาว ซึ่งมีอาการเริ่มปรากฏก่อนอายุ 65 ปี คิดเป็นสัดส่วน 9% ของผู้ป่วยทั้งหมด ดังนั้นทุกเพศทุกวัยควรลดพฤติกรรมเสี่ยง
ในระดับสากล WHO รณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ป่วยภาวะสมองเสื่อม เพราะมักถูกปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยพบว่าในหลายประเทศใช้เครื่องพันธนาการ และยาอย่างแพร่หลายในสถานดูแลผู้สูงอายุและในสถานพยาบาลผู้ป่วยหนัก โดยย้ำว่าสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย สำคัญที่สุด คือ “ความใส่ใจ” ผู้ป่วยทั้งจากคนในครอบครัวและผู้ดูแล
ข้อมูล : https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/dementia
